อัศวินกองทุน รายงานภาวะตลาดประจำวันที่ 19-23 กุมภาพันธ์ 2561

19 กุมภาพันธ์ 2561

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับอัศวินกองทุนประจำสัปดาห์ แน่นอนว่าสถานการณ์ตอนนี้ยังชวนสับสนอยู่ครับ ทั้งการปรับตัวลงของตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED แต่ผมมองว่าตอนนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีในการทยอยเข้าสะสมอยู่ครับ

แน่นอนว่าการบอกกล่าวแบบนี้ไม่ใช่มาพูดกันเล่น ๆ แต่มันอยู่กันที่การวางกลยุทธ์ในการลงทุนและการจัดการของแต่ละคนครับ ดังนั้นอ่านแล้วต้องลองนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมด้วยนะครับ เอาล่ะ เรามาเริ่มกันที่กลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์กันเลยดีกว่าครับ

 

         

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

~ตลาดหุ้นไทย  จากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวมาเรื่อยๆ ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 นั้นจะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุนในระยะถัดไป ดังนั้นในช่วงนี้ ยังเป็นโอกาสให้เราเข้าทยอยสะสมอยู่เหมือนเดิมครับ

~ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังจากตลาดปรับตัวลงมาเนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ยังคงออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นโยบายลดภาษีจะเป็นอีกปัจจัยซึ่งช่วยให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอยู่ครับ ผมมองว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และถือเป็นโอกาสให้ทยอยเข้าสะสมเพิ่มขึ้นครับ

~ตลาดหุ้นเกิดใหม่ เนื่องจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ช่วยสนับสนุนผลประกอบการบริษัท ขณะที่ทิศทางค่าเงินดอลลาร์ที่ยังคงอ่อนค่าจะช่วยสนับสนุน fund flow ให้เข้าลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่มากขึ้น ผมยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมต่อไปสำหรับตลาดหุ้นกลุ่มนี้ครับ

~หุ้นโกลบอลเทคโนโลยี อย่างที่ทราบกันดีครับว่า หุ้นในกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปฏิรูปนโยบายภาษีสหรัฐฯ และตัวหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีนั้น เป็นอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงรสนิยมของผู้บริโภคที่ใช้อินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีที่มากขึ้น ผมมองว่ายังคงทยอยสะสมต่อไปได้เหมือนเดิมครับ เพราะถ้าหากมองในระยะยาวแล้วหุ้นกลุ่มนี้ถือเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันเลยล่ะครับ
 

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

~ตลาดหุ้นไทย  จากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัว ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 61 จะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุนระยะถัดไป ดังนั้นการสะสมหุ้นไทยในช่วงนี้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ดีเช่นเดียวกันครับ

~ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาดปรับตัวลงมา เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจยังออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความกังวลเรื่องการใช้นโยบายการเงินที่รัดกุม นอกจากนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นอีกปัจจัยซึ่งช่วยให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น จึงคาดว่าการปรับฐานของตลาดหุ้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว และถือเป็นโอกาสให้ทยอยเข้าสะสมหุ้นในกลุ่มนี้ครับ

~ตลาดหุ้นจีน H-Share เนื่องจากตลาดปรับตัวลงมากว่า 10% ในช่วงที่ผ่านมา สวนทางกับผลประกอบการบริษัทมีแนวโน้มเติบโตดีจากเศรษฐกิจจีนที่มีเสถียรภาพ และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าพื้นฐานของหุ้นจีน H-share ถูกกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค คำแนะนำคือทยอยสะสมหุ้นในกลุ่มนี้ต่อไปครับ ผมว่าน่าจะได้เห็นอะไรดีๆ อย่างแน่นอนครับผม

~ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากตลาดปรับตัวลงจากค่าเงินเยนแข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งตลาดญี่ปุ่นจะกลับมามีความน่าสนใจ หากนักลงทุนเริ่มคลายกังวลต่อ FED ขึ้นดอกเบี้ย และลดการถือครองเงินเยน ตรงนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะสะสมหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มเติมเช่นเดียวกันครับ

จะเห็นว่าโดยรวมแล้วตลาดหุ้นยังมีความน่าสนใจอยู่ครับ เพียงแต่เราต้องเลือกตลาดที่เหมาะสมและวางกลยุทธ์ในการลงทุนให้ดี ด้วยเหตุผลและข่าวสารที่ผ่านการคัดกรองมาแล้วในระดับนึงครับ
 

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

~ตราสารหนี้สหรัฐฯ คำแนะนำของผมคือ เน้นลงทุนตราสารหนี้บริษัทเอกชนประเภท High Yield สหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง สนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเน้นให้ลงทุนในตราสารระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศครับ

~ตราสารหนี้ไทย ทางด้านตราสารนี้ไทยนั้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีอัตราผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ เงินเฟ้อไทยยังคงต่ำกว่ากรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย เราจึงควรหันมาเน้นลงทุนในหุ้นกู้เอกชน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้มากขึ้นแทนครับ
 

#กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

~ทองคำ การสะสมทองคำนั้นถือเป็นการกระจายความเสี่ยง เนื่องจากทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนแบบนี้ ดังนั้นอย่าลืมทยอยสะสมทองคำเพิ่มเติมด้วยนะครับ

~น้ำมัน หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวลงมามากกว่า 10% จากตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดแล้ว และตัวเลขการผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามความต้องการน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น และการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม  OPEC จะเป็นปัจจัยหนุนต่อราคาน้ำมันได้ในอนาคตครับ ผมมองว่าจังหวะนี้คือช่วงที่สามารถทยอยสะสมน้ำมันได้แล้วครับ

กลยุทธ์ในสัปดาห์นี้ ผมยังมองในมุมเดิิมอยู่ครับ นั่นคือถือว่าช่วงนี้คือ “โอกาส” ในการ “สะสม” โดยแนะนำให้ทยอยสะสมตลาดหุ้นไทย สหรัฐฯ H-Share และ ญี่ปุ่นเพิ่มเติมครับ ซึ่งเหตุผลก็คือเรามองดูที่ผลประกอบการและโอกาสตามสถานการณ์โดยรวม ซึ่งผมมองว่าตลาดในกลุ่มนี้นั้นยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาวครับ

ส่วนตราสารหนี้หรือสินทรัพย์ทางเลือกนั้นยังคงอยู่ในทิศทางเดิมอย่าลืมเพิ่มเติมในส่วนของหุ้นกู้เอกชนให้มากขึ้นนะครับ ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกนั้นสามารถเริ่มสะสมตามกันได้ทั้งคู่แล้วครับ

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะแนะนำไว้ นั้นคือ อย่าลืมวางแผนการลงทุนในระยะสั้นให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่มีในระยะยาวด้วยนะครับ เพื่อที่จะได้ไม่มีปัญหาในการจัดการเงินทุน เพราะทั้งหมดนี้เราลงทุนเพื่ออนาคตที่ดี ไม่ใช่แค่วันนี้เท่านั้นครับ

แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ

 

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 15 ก.พ. 2561 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง