บริการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบลจ. ไทยพาณิชย์

บริการหลัก
1. บริการให้คำปรึกษา - ให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่บริษัทฯ ในการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตลอดจนดำเนินการให้กองทุนได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
2. บริการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยการนำเงินจากกองทุนไปบริหารเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้ พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และระดับความเสี่ยงที่ลงทุน
3. บริการจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้องกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ จัดทำรายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ อาทิเช่น รายงานแสดงการจัดการการลงทุน รายงานเงินนำส่งประจำเดือน รายงานเงินนำส่งประจำเดือน และรายงานยอดเงินกองทุนของสมาชิก โดยจัดส่งให้เป็นรายเดือนและรายปี
4. บริการจัดทำเช็คและหักภาษี จัดจะทำเช็คสั่งจ่ายเงินให้แก่สมาชิกกองทุนฯ ที่ลาออกเมื่อได้รับแจ้งจากคณะกรรมการกองทุน พร้อมทั้งให้บริการหักภาษี ณ ที่จ่ายของสมาชิก เพื่อนำส่งภาษีให้แก่กรมสรรพากร
 
บริการเสริมสำหรับสมาชิกฯ
1. ให้ความรู้กับสมาชิกเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และคำแนะนำแก่คณะกรรมการกองทุนในเรื่องการลงทุน การกระจายการลงทุน ทางเลือกของการออมเงิน การลงทุนแบบ "Employee's Choice" เป็นต้น
2. ให้บริการสมาชิกแต่ละบุคคลในการตรวจสอบยอดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และผลประโยชน์รายบุคคล ผ่านช่องทางเว็บไซต์ หรือผ่านบริการของฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ (Call Center)
3. ให้บริการแก่คณะกรรมการกองทุนในการตรวจสอบรายงานการลงทุน และยอดเงินนำส่งผ่านเว็บไซต์ของบจล. ไทยพาณิชย์ จำกัด (โดยมีรหัสเฉพาะในการให้เข้าไปดูและตรวจสอบข้อมูล)
4. จัดให้มีกิจกรรมสัมพันธ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบริษัทจัดการ คณะกรรมการกองทุน และสมาชิก อาทิเช่น การจัดอบรมและสัมมนา
5. จัดให้มีบริการเสริมพิเศษแบบครบวงจรจากบริษัทในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Group) สำหรับสมาชิก อาทิเช่น บริการด้านประกันภัยในการให้ส่วนลดพิเศษสำหรับค่าประกันภัยรถยนต์และอัคคีภัย บริการบัตรเครดิต เป็นต้น

ความหมายของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คือ กองทุนที่ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันจัดตั้งขึ้นโดยความสมัครใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างเมื่อเกษียณอายุหรือออกจากงาน หรือเสียชีวิต ซึ่งเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกอบด้วย เงินสะสมของลูกจ้าง และเงินสมทบของนายจ้าง โดยมีบริษัทจัดการทำหน้าที่ในการบริหารจัดการกองทุน
 
เงินสะสม:
เงินที่ลูกจ้างจ่ายเข้ากองทุนโดยหักจากค่าจ้างตามความสามารถในการออมของตน และตามวัตถุประสงค์ของการใช้เงินเมื่อยามเกษียณ ออกจากงาน หรือเสียชีวิต โดยกฎหมายกำหนด ให้สะสมขั้นต่ำ 2% แต่ไม่เกิน 15%ของค่าจ้าง
 
เงินสมทบ:
เงินที่นายจ้างจ่ายเข้ากองทุนเพื่อลูกจ้าง ซึ่งเป็นส่วนที่นายจ้างจ่ายเพิ่มให้นอกเหนือจากเงินเดือนในอัตราไม่ต่ำกว่าอัตราเงินสะสมของลูกจ้าง แต่ไม่เกิน 15 % ของค่าจ้าง โดยอัตราการจ่ายเงินสมทบให้แก่ลูกจ้างอาจแตกต่างกันตาม ระยะเวลาการทำงาน หรือการเป็นสมาชิก หรือตำแหน่ง ของลูกจ้างนั้น ๆ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการจูงใจหรือตอบแทนลูกจ้างที่ทำงานกับนายจ้างเป็นเวลานาน

ประโยชน์ของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ผลประโยชน์ต่อนายจ้าง
ด้านการบริหารจัดการ 1. เป็นการสร้างชื่อเสียงของบริษัทนายจ้างว่าเป็นบริษัทที่มั่นคงและห่วงใยลูกจ้าง
2. ทำให้ลูกจ้างมีความศรัทธาต่อกิจการ ซึ่งจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการ ทำงานดีขึ้น
3. ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง และขจัดปัญหาการพิพาทแรงงาน
4. ลดอัตราการลาออกจากงานของลูกจ้าง และก่อให้เกิดแรงจูงใจให้ลูกจ้างทำงานกับนายจ้างนาน ๆ
ด้านภาษี นายจ้างสามารถนำเงินที่จ่ายสมทบเข้ากองทุน มาหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท โดยถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้างของลูกจ้างแต่ละราย
 
ผลประโยชน์ต่อลูกจ้าง
ด้านหลักประกันทางด้านการเงิน 1. เพื่อเป็นการส่งเสริมการออมของลูกจ้าง
2. เป็นหลักประกันทางการเงินแก่ลูกจ้างและครอบครัว ในกรณีที่ออกจากงานหรือเสียชีวิต
3. กฎหมายให้ความคุ้มครองเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ด้านผลตอบแทนการออม 1. ลูกจ้างจะได้รับผลประโยชน์มากขึ้นเพราะเงินกองทุนจะถูกนำไปหาผลประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์ในการลงทุน ซึ่งสามารถทำให้เงินลงทุนของลูกจ้างได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการฝากเงินด้วยตนเอง
2. กฎหมายที่ควบคุมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะเป็นหลักประกันแก่ลูกจ้างว่าเงินกองทุนจะไม่ถูกนำไปลงทุนในกิจการหรือวิธีการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป
3. การนำเงินไปลงทุน ผู้จัดการกองทุนจะทำการลงทุนในนามของกองทุน ลูกจ้างจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่และลูกจ้างจะมีส่วนร่วมรู้เห็นในการบริหารเงินกองทุนตลอดเวลา
ด้านภาษี • สามารถนำเงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนในแต่ละปีมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท
• เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่สมาชิกได้รับเมื่อลาออกจากงานจะได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษ

การจ่ายเงินเข้ากองทุน

การจ่ายเงินเข้ากองทุน
กรณียังเป็นสมาชิกกองทุน
• หักค่าลดหย่อนได้ตามที่ชำระจริง แต่ไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี
• ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 490,000 บาทต่อปี จะได้รับยกเว้นไม่นำไปรวมเป็นเงินได้พึงประเมินเพื่อคิดภาษี
กรณีลาออกจากงาน แต่อายุงาน < 5 ปี
• นำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี
กรณีลาออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุ และอายุงาน > = 5 ปี
• มีสิทธิเลือกเสียภาษีแบบแยกยื่น โดยนำเงินสมทบ+ผลประโยชน์ของเงินสะสมและเงินสมทบ เป็นฐานในการคำนวณภาษี หักค่าใช้จ่ายได้ 7,000 บาท คูณด้วยอายุเงิน เหลือเงินจำนวนเท่าใดให้นำไปหักค่าใช้จ่ายได้อีกครึ่งหนึ่ง
กรณีลาออกจากงานเนื่องจากเกษียณอายุ โดยมีอายุ > 55 ปี และเป็นสมาชิกกองทุน > 5 ปี หรือเสียชีวิต หรือเป็นทุพพลภาพ
• ยกเว้นภาษีทั้งจำนวน

รูปแบบการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

การจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพสามารถทำได้ใน 2 รูปแบบดังนี้
1. กองทุนเดี่ยว (Single Fund) หมายถึง กองทุนที่จัดตั้งโดยมีบริษัทนายจ้าง 1 บริษัท
  • ขนาดของกองทุน : ตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไป
  • นโยบายการลงทุน : ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกองทุน / บริษัทกำหนด โดยสามารถเปลี่ยนแปลงได้
  • อำนาจการตัดสินใจของคณะกรรมการกองทุน : สามารถตัดสินใจได้โดยอิสระ แต่ต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.บ. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • ค่าใช้จ่าย : ขึ้นอยู่กับขนาดกองทุนและจำนวนสมาชิกของกองทุน โดยสามารถกำหนดว่าเป็นภาระของบริษัทหรือกองทุน
2. กองทุนร่วม (Pooled Fund) หมายถึง กองทุนที่มีบริษัทตั้งแต่ 2 บริษัทขึ้นไปร่วมกันจัดตั้งกองทุน โดยอาจจะเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน หรือไม่เกี่ยวข้องกันก็ได้ โดย
  • ขนาดของกองทุน : ไม่มีการกำหนดขั้นต่ำ
  • นโยบายการลงทุน : ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุนได้ เนื่องจากต้องถือมติเห็นชอบโดยเสียงส่วนใหญ่ กรณีต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุนในส่วนของบริษัท สามารถแจ้งย้ายไปร่วมกองทุนอื่นที่มีนโยบายที่บริษัทเห็นชอบได้
  • อำนาจการตัดสินใจของคณะกรรมการกองทุน : ต้องเห็นชอบร่วมกับคณะกรรมการกองทุนนายจ้างรายอื่นๆ ด้วย
  • ค่าใช้จ่าย : เฉลี่ยตามขนาดกองทุนในส่วนของแต่ละบริษัท
หมายเหตุ :
1. บริษัทที่อยู่ในกองทุนร่วมเดียวกัน จะมีนโยบายการลงทุนเดียวกัน
2. แต่ละบริษัทที่อยู่ในกองทุนร่วม สามารถกำหนดอัตราการจ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และเงื่อนไขการจ่ายเงินออกจากกองทุนได้ต่างกัน
3. การร่วมทุนจะทำให้เงินรวมของกองทุนมีมากขึ้น สามารถเพิ่มโอกาสในการลงทุนที่ได้รับผลประโยชน์มากขึ้นและมีความเสี่ยงน้อยลง ซึ่งอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจะสูงกว่าการที่กองทุนแต่ละกองทำการแยกลงทุน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพแบบ Employee's Choice

Employee's Choice (หรือระบบ "ลูกจ้างเลือกลงทุน")
คือการเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสม กับตนเอง ทั้งนี้ บลจ.ไทยพาณิชย์ ขอนำเสนอ 5 ทางเลือกของ Employee's Choice ตามนโยบายการลงทุน เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกองทุนแต่ละคนสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองได้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

รูปแบบที่ 1
นโยบายการลงทุน: ลงทุนในตลาดเงิน
ตราสารที่ลงทุน: ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนเปิด ไทยพาณิชย์ตราสารรัฐตลาดเงิน (SCBTMF)

รูปแบบที่ 2
นโยบายการลงทุน: ลงทุนในตราสารหนี้ (ยกเว้นหุ้นกู้เอกชน)
ตราสารที่ลงทุน: พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หรือพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยเงินฝาก บัตรเงินฝาก พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ

รูปแบบที่ 3
นโยบายการลงทุน: ลงทุนในตราสารหนี้ (ลงทุนตรง)
ตราสารที่ลงทุน: เงินฝาก และตราสารหนี้ต่าง ๆ ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (ทั้งที่กระทรวงการ คลังค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน ) เงินฝากธนาคาร บัตรเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้

นโยบายการลงทุน: ลงทุนในตราสารหนี้ (ลงทุนผ่านกองทุนรวม)
ตราสารที่ลงทุน: ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม

รูปแบบที่ 4
นโยบายการลงทุน: ลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารทุน
ตราสารที่ลงทุน: เงินฝาก ตราสารหนี้ และตราสารทุน ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (ทั้งที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและไม่ค้ำประกัน) เงินฝากธนาคาร บัตรเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ และหุ้นสามัญ

รูปแบบที่ 5
นโยบายการลงทุน: ลงทุนในตราสารทุนไม่น้อยกว่า 65%
ตราสารที่ลงทุน: ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนเปิดไทยพาณิชย์เซ็ท อินเด็กซ์ ฟันด์ (SCBSET)

จุดบริการ SCB
SCBAM Call Center
Real Time Ticker
SCBSET = Bt.
SET INDEX =
Change =
Get NAV
Get NAV
Get NAV
E-Report
ดาวน์โหลดเอกสาร