สภาวะการลงทุนในปัจจุบัน นักลงทุนจำนวนมากมักให้ความสำคัญกับการค้นหาโอกาสจากธีมใหม่ ๆ เช่น AI พลังงานสะอาด หรือสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อหวังผลตอบแทนที่โดดเด่น ขณะที่การออกแบบโครงสร้างพอร์ตการลงทุนและการจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการลงทุนระยะยาวกลับได้รับความสนใจน้อยกว่า แม้ว่าการลงทุนตามธีมหรือเมกะเทรนด์ จะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในบางช่วงเวลา แต่ไม่สามารถทดแทนบทบาทของพอร์ตแกนหลักที่ออกแบบอย่างเหมาะสมได้ งานวิจัยด้านการเงินจำนวนมากชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของการลงทุนระยะยาวไม่ได้เกิดจากการเลือกสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในแต่ละปี แต่มาจากการมี "โครงสร้างพอร์ต" ที่แข็งแรงและสามารถรับมือกับวัฏจักรเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้น แนวคิด Core Investment Strategy จึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Core Portfolio หรือพอร์ตแกนหลักก่อน แล้วจึงต่อยอดด้วยการลงทุนเชิงธีมหรือโอกาสพิเศษอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง ลดความผันผวนของพอร์ต และช่วยให้นักลงทุนสามารถรักษาวินัยการลงทุนได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว
การสร้าง Core Portfolio ควรเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมายการลงทุน ไม่ใช่การคาดหวังผลตอบแทน โดยตอบคำถามสำคัญ 3 ข้อ ได้แก่ ต้องการใช้เงินเท่าไร ต้องการใช้เงินเมื่อใด และสามารถรับความเสี่ยงได้มากเพียงใด เมื่อกำหนดเป้าหมายได้ชัดเจน ขั้นตอนถัดมาคือการกำหนด Asset Allocation หรือสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนของพอร์ตในระยะยาว ก่อนเลือกลงทุนในสินทรัพย์หรือกองทุนแต่ละประเภท ทั้งนี้ ในอดีตพอร์ตแกนหลักมักอ้างอิงแนวคิด 60/40 Portfolio ซึ่งประกอบด้วยหุ้น 60% และตราสารหนี้ 40% โดยหุ้นช่วยสร้างการเติบโตของเงินลงทุน ส่วนตราสารหนี้ช่วยลดความผันผวนของพอร์ต อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมการลงทุนในปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนหันมาใช้แนวคิด Multi-Asset Core Portfolio เนื่องจากในภาวะเงินเฟ้อสูง สินทรัพย์ดั้งเดิมอย่างหุ้นและตราสารหนี้อาจปรับตัวลดลงพร้อมกัน การกระจายไปสู่สินทรัพย์อื่นจึงจำเป็นขึ้น
Multi-Asset Core Portfolio มุ่งเน้นการกระจายการลงทุนตาม "บทบาท" ของสินทรัพย์ มากกว่าการแบ่งตามประเภทสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว โดยประกอบด้วย Growth Assets เช่น หุ้นโลก ที่ทำหน้าที่สร้างการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว Income Assets เช่น ตราสารหนี้ REITs และกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดและลดความผันผวนของพอร์ต และ Defensive Assets และสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทองคำ หรือกองทุนรวมที่มีกลยุทธ์สร้างผลตอบแทนในทุกสภาวะตลาด (Absolute Return Funds) ที่ช่วยลดผลกระทบจากภาวะตลาดผันผวน เงินเฟ้อ และเหตุการณ์ไม่คาดคิด เนื่องจากสินทรัพย์แต่ละประเภทตอบสนองต่อวัฏจักรเศรษฐกิจและภาวะตลาดแตกต่างกัน การผสมผสานสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กันไม่สูง (Low Correlation) จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม
เมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง (Risk-adjusted Return) นอกจากนี้ สินทรัพย์ทางเลือก (Alternative Assets) ยังมีบทบาทในการเพิ่มความหลากหลายของแหล่งที่มาของผลตอบแทน ทำให้พอร์ตมีความสมดุล ยืดหยุ่น และสามารถรับมือกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น
ในการลงทุนแบบ Core Portfolio ความสำเร็จในการลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเงินก้อนใหญ่ตั้งแต่เริ่มต้น แต่เกิดจากการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ มีวินัย และให้เวลาทำงานผ่านพลังของดอกเบี้ยทบต้น สำหรับนักลงทุนรายย่อย การสร้างพอร์ตหลักสามารถทำได้ผ่านกองทุนรวม โดยเลือกจัดสรรสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ซึ่งสามารถศึกษานโยบายการลงทุนและสัดส่วนการลงทุนของกองทุนได้จากหนังสือชี้ชวนและเอกสารข้อมูลสำคัญของกองทุน (Fund Fact Sheet) ขณะที่ผู้ลงทุนที่ยังไม่มีความมั่นใจในการกำหนดสัดส่วนการลงทุนหรือการปรับพอร์ตด้วยตนเอง สามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุนผสมที่มีผู้จัดการกองทุนดูแลการกระจายการลงทุนและปรับสัดส่วนสินทรัพย์ตามนโยบายของกองทุน ซึ่งช่วยให้การลงทุนมีความเป็นระบบ กระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว
เมื่อ Core Portfolio มีความแข็งแกร่งและเหมาะสมกับเป้าหมายแล้ว นักลงทุนจึงสามารถนำธีมการลงทุนที่สนใจ เช่น AI เทคโนโลยี พลังงานสะอาด หรือสินทรัพย์ดิจิทัล เข้ามาเป็น Satellite Portfolio เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน โดยไม่กระทบต่อบทบาทของพอร์ตแกนหลักและไม่เพิ่มความเสี่ยงโดยรวมมากเกินไป แนวทางดังกล่าวช่วยให้นักลงทุนสามารถแสวงหาโอกาสการเติบโตจากแนวโน้มใหม่ ๆ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพของพอร์ตในระยะยาว
ท้ายที่สุด ความสำเร็จในการลงทุนไม่ได้เกิดจากการคาดการณ์ทิศทางตลาดได้ถูกต้องในทุกช่วงเวลา แต่เกิดจากการออกแบบพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมาย กระจายแหล่งที่มาของผลตอบแทนอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาวินัยในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ Multi-Asset Core Portfolio เป็นรากฐานของการสร้างความมั่งคั่ง ก่อนต่อยอดด้วยการลงทุนเชิงธีมหรือโอกาสเฉพาะด้านตามความเหมาะสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดย คุณณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด
