World Wide Wealth by SCBAM: เมื่อดอกเบี้ยโลกกับไทยขยับไม่พร้อมกัน: เจาะวิกฤตความผันผวน และกลยุทธ์รับมือตลาดตราสารหนี้

15 ตุลาคม 2569

          ตลาดตราสารหนี้โลกกำลังเข้าสู่วาระแห่งความผันผวนอีกครั้ง หลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 basis points สู่ระดับ 3.75–4.00% ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้เป็นผลมาจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง สถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต ตลอดจนภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังคงขยายตัวได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งเกินคาด ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอตัวกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ได้ช้ากว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

          สิ่งที่นักลงทุนทั่วโลกให้ความสนใจในเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่การปรับขึ้นดอกเบี้ยในรอบที่ผ่านมา แต่เป็นทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ในระยะถัดไป สัญญาณดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านรายงานประมาณการเศรษฐกิจ หรือ Dot Plot ฉบับเดือนกันยายน ซึ่งได้ปรับค่ากลางของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.1% จากเดิม 3.8% ในประมาณการช่วงเดือนมิถุนายน แสดงให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้อีก หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงยืดเยื้อ แม้ว่าประมาณการดังกล่าวจะเป็นเพียงมุมมองที่ประเมินจากข้อมูล ณ ช่วงเวลาหนึ่ง และไม่ได้เป็นการยืนยันถึงทิศทางนโยบายในอนาคตอย่างแน่นอนก็ตาม

          การเปลี่ยนผ่านของทิศทางอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้อัตราผลตอบแทนหรือ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นทั่วทั้งกระดาน โดยพันธบัตรระยะสั้นมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ในขณะที่พันธบัตรระยะยาวได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ระดับหนี้สาธารณะ และปริมาณพันธบัตรใหม่ที่รัฐบาลต้องเร่งออกเพื่อระดมทุน ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yield Curve มีความผันผวนสูง และเพิ่มความเสี่ยงด้านราคาอย่างมีนัยสำคัญสำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว

          ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางของประเทศเศรษฐกิจหลักอื่นต่างก็ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นในทิศทางเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรป หรือ ECB ยังคงให้น้ำหนักกับการควบคุมเงินเฟ้อที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน โดยเลือกปรับดอกเบี้ยตามการวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจเป็นรายรอบ ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ก็ยังคงเดินหน้าปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อลดความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงเกินเป้าหมาย จากทิศทางนโยบายการเงินข้างต้นที่ยังคงเข้มงวดของธนาคารกลางหลัก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดต้องทบทวนระดับ Bond Yield ที่เหมาะสมในระยะถัดไป

          หากมองกลับมาที่ตลาดตราสารหนี้ไทย พบว่า แม้จะต้องเผชิญแรงกดดันจากตลาดโลก แต่บริบทนโยบายการเงินภายในประเทศกลับมีปัจจัยพื้นฐานที่แตกต่างออกไป คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ยังคงมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในภาพรวมยังคงฟื้นตัวได้อย่างไม่ทั่วถึง และแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่ได้สูงเท่ากับฝั่งสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี ตลาดพันธบัตรไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบจากภายนอกได้ทั้งหมด โดยการปรับขึ้นของ Bond Yield โลกมีแนวโน้มที่จะส่งผ่านความผันผวนมายังตลาดไทย ผ่านส่วนต่างอัตราผลตอบแทนระหว่างประเทศ การเคลื่อนย้าย

          ของเงินทุนสากล ความผันผวนของค่าเงินบาท ตลอดจนความต้องการชดเชยความเสี่ยงด้านอายุพันธบัตร หรือ Term Premium ในพันธบัตรระยะยาว

          ภายใต้สภาวะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯ ดำเนินไปในทิศทางที่แตกต่างกันเช่นนี้ หัวใจสำคัญของการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย คือ "การบริหาร Duration" หรือการเลือกลงทุนในพันธบัตรตามช่วงอายุที่เหมาะสม ในระยะสั้นถึงปานกลาง การลงทุนในพันธบัตรอายุสั้นถึงปานกลางอาจช่วยลดความผันผวนของพอร์ตจากการปรับตัวของอัตราผลตอบแทนระยะยาว ขณะเดียวกัน หาก Bond Yield ระยะยาวปรับสูงขึ้นจนสะท้อนความเสี่ยงมากขึ้น ก็อาจเป็นจังหวะในการทยอยเพิ่ม Duration เพื่อรับผลตอบแทนในระดับที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว ทั้งนี้ การจัดสรร Duration ควรสอดคล้องกับกรอบเวลาการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนยอมรับได้

          โดยสรุป การกลับมาขึ้นดอกเบี้ยของ Fed และแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของธนาคารกลางทั่วโลก จะยังคงเป็นเข็มทิศหลักที่กำหนดความผันผวนของตลาดตราสารหนี้ในระยะถัดไป แม้ว่าตลาดตราสารหนี้ไทยจะมีปัจจัยหนุนทางเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินเฉพาะตัวที่แตกต่างออกไป แต่ก็ยังคงได้รับอิทธิพลจากความเคลื่อนไหวในระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบริหารพอร์ตการลงทุนอย่างยืดหยุ่น การรักษาสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยงด้าน Duration รวมถึงการเลือกจังหวะเข้าลงทุนตามระดับ Yield ที่เหมาะสม จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนสามารถก้าวผ่านความผันผวน และสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในตลาดตราสารหนี้ไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

โดย  คุณณรงค์ศักดิ์  ปลอดมีชัย
        ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
        บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด​