World Wide Wealth by SCBAM: พอร์ตที่ทนทานต่อทุกสภาวะ: เมื่อเครื่องจักรเศรษฐกิจสั่นคลอนจากวิกฤตตะวันออกกลาง

8 เมษายน 2569

            ในช่วงเวลาที่หน้าฟีดข่าวเต็มไปด้วยภาพความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นักลงทุนหลายท่านอาจกำลังตั้งคำถามว่า "เราควรทำอย่างไรกับพอร์ตการลงทุนดี?" บางคนอาจเลือกที่จะขายทุกอย่างทิ้งเพื่อความสบายใจ หรือบางคนอาจมองหาโอกาสทำกำไรจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น  แต่ในโลกของการลงทุนที่ยั่งยืน การตัดสินใจด้วยอารมณ์หรือการคาดเดาทิศทางลม มักนำไปสู่ความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ วันนี้เราจะพาไปสำรวจวิธีการจัดพอร์ตลงทุนของปรมาจารย์การลงทุน เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) ที่มองการลงทุนผ่าน "เครื่องจักรเศรษฐกิจ" (The Economic Machine) และกลยุทธ์ "พอร์ตโฟลิโอที่ทนทานต่อทุกสภาวะ" (All Weather Portfolio)

 

เข้าใจ "กลไก" เมื่อโลกเข้าสู่โหมดไม่ปกติ

            หากเรามองเศรษฐกิจโลกให้เป็นเหมือนเครื่องจักรขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง เครื่องจักรนี้ขับเคลื่อนด้วย 3 ฟันเฟืองหลัก คือ 1) การเติบโตของผลผลิต, 2) วัฏจักรหนี้ระยะสั้น และ 3) วัฏจักรหนี้ระยะยาว เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ความผันผวนของราคาหุ้นในกระดาน แต่มันคือการที่ "ฟันเฟือง" ตัวสำคัญอย่างพลังงานเกิดการติดขัด ลองนึกภาพว่าเส้นทางเดินเรือที่ขนส่งน้ำมันคือเส้นเลือดใหญ่ของโลก เมื่อเกิดความไม่สงบ เส้นเลือดเหล่านี้อาจถูกบีบให้แคบลงหรือปิดกั้นชั่วคราว สิ่งที่ตามมาคือ "ภาวะอุปทานช็อก" (Supply Shock) เมื่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขาดแคลน ราคาก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเปรียบเสมือน "ภาษีทางอ้อม" ที่เรียกเก็บจากทุกคนบนโลก เนื่องจากพลังงานคือวัตถุดิบต้นทางของทั้งการผลิตและขนส่ง เมื่อต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแต่ผู้คนเริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย เราจะเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่าเศรษฐกิจชะงักงันควบคู่เงินเฟ้อ (Stagflation) ซึ่งเป็นฝันร้ายของพอร์ตการลงทุนแบบดั้งเดิมที่เน้นแค่หุ้นและตราสารหนี้

 

วิกฤตปลายวัฏจักรหนี้ ความท้าทายที่มากกว่าแค่สงคราม

            ทำไมวิกฤตครั้งนี้ถึงดูน่ากังวลกว่าครั้งก่อนๆ? คำตอบอยู่ในสิ่งที่ เรย์ ดาลิโอ เรียกว่าวัฏจักรหนี้ระยะยาว ปัจจุบันโลกของเราอยู่ในช่วงปลายของวัฏจักรนี้ ซึ่งหมายความว่าทั้งภาครัฐและเอกชนมีภาระหนี้สินอยู่ในระดับที่สูงมาก เมื่อเจอกับปัญหาเงินเฟ้อจากราคาน้ำมัน ธนาคารกลางจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เนื่องจากต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง 1) ถ้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสู้เงินเฟ้อ: คนที่มีหนี้เยอะจะแบกรับต้นทุนไม่ไหว อาจนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ครั้งใหญ่ และ 2) ถ้าลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ: เงินเฟ้อจะยิ่งพุ่ง และค่าเงินจะอ่อนค่าลง

 

เมื่อสูตรการจัดพอร์ตแบบเดิมใช้ไม่ได้ผล

            ในยามที่โลกสงบสุข นักลงทุนมักคุ้นเคยกับกฎที่ว่า "เมื่อหุ้นตกให้ถือตราสารหนี้" เพราะราคาของทั้งสองอย่างมักจะเคลื่อนไหวสวนทางกัน แต่ในยามที่เกิดวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อรุนแรง กฎข้อนี้อาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป เรามักจะเห็นปรากฏการณ์ที่หุ้นและตราสารหนี้ตกพร้อมกัน เนื่องจากหุ้นตกเพราะต้นทุนบริษัทพุ่งสูงขึ้นและกำไรลดลง และ ตราสารหนี้ตกเพราะเงินเฟ้อกัดกร่อนมูลค่าของเงินต้นและดอกเบี้ยที่จะได้รับในอนาคต นี่คือเหตุผลว่าทำไมการกระจายความเสี่ยงแบบเดิมๆ จึงไม่เพียงพอที่จะปกป้องเงินในกระเป๋าของเราได้อีกต่อไป

 

เจาะลึกตลาดหุ้นไทย ใครรอด ใครร่วง?

            ประเทศไทยเป็นประเทศที่เปิดรับการค้าโลกสูง และที่สำคัญคือเราต้อง "นำเข้าน้ำมัน" เป็นจำนวนมาก เมื่อราคาน้ำมันโลกขยับ ทุกภาคส่วนในตลาดหุ้นไทยจึงได้รับผลกระทบเป็นทอดๆ ดังนี้ 1) กลุ่มผู้ผลิตพลังงาน คือ กลุ่มที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันให้พอร์ตได้ดีที่สุด เพราะรายได้ของพวกเขาอ้างอิงกับราคาน้ำมันโลกโดยตรง 2) กลุ่มโรงไฟฟ้าและปิโตรเคมีมักจะลำบากกว่าที่คิด เพราะต้นทุนก๊าซพุ่งขึ้นเร็วแต่การปรับราคาขายมักมีข้อจำกัดหรือทำได้ช้า 3) กลุ่มการเดินทางและการบิน ได้รับผลกระทบทางตรงจากค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่แพงขึ้น ควบคู่ไปกับความกังวลเรื่องความปลอดภัยที่อาจทำให้นักท่องเที่ยวลดลง 4) กลุ่มการบริโภคและ SME คือกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เพราะต้องแบกรับต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงเพราะค่าครองชีพแพง นอกจากนี้ "ค่าเงินบาท" ยังเป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวัง เมื่อเราต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันแพงขึ้น ดุลการค้าของเราจะแย่ลง ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงตามไปด้วย

 

พอร์ตโฟลิโอที่ทนทานต่อทุกสภาวะ (All Weather)

            หัวใจสำคัญของการลงทุนแบบ เรย์ ดาลิโอ คือการยอมรับว่า “เราไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้อย่างแม่นยำ” ดังนั้นเราจึงต้องสร้างพอร์ตที่ทำงานได้ดี ไม่ว่าเศรษฐกิจจะรุ่งโรจน์ หรือจะเกิดสงครามก็ตาม แนวคิดนี้คือการแบ่งสินทรัพย์ออกเป็นกลุ่มๆ ตามสภาพเศรฐกิจที่แต่ละสินทรัพย์จะทำผลงานได้ดี ดังนี้ 1) เมื่อเศรษฐกิจเติบโต หุ้นและอสังหาริมทรัพย์จะเป็นตัวเอก 2) เมื่อเศรษฐกิจถดถอย พันธบัตรรัฐบาลจะช่วยประคองพอร์ต 3) เมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูง ทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน, และสินค้าเกษตร จะทำหน้าที่ปกป้องมูลค่าเงิน

 

ความลับของ "สมดุลความเสี่ยง" (Risk Parity)

            ประเด็นสำคัญคือการกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่การกระจายเงิน คือแทนที่จะมองว่าเราลงเงินในอะไรเท่าไหร่ (เช่น หุ้น 50% ตราสารหนี้ 50% ให้เรามองว่าความเสี่ยงมาจากไหน เนื่องจากหุ้นมีความผันผวนสูงกว่าพันธบัตรหลายเท่า การถือหุ้นครึ่งหนึ่งแปลว่าความเสี่ยงเกือบทั้งหมดของพอร์ตผูกติดอยู่กับหุ้นเพียงอย่างเดียว การจัดพอร์ตแบบ All Weather จะเน้นปรับสัดส่วนให้ความเสี่ยงจากแต่ละสภาวะเศรษฐกิจมีความสมดุลกันจริงๆ เพื่อให้พอร์ตของเรานิ่งและมั่นคงไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปทางไหน สิ่งสำคัญ คือการหมั่นตรวจสอบว่าสัดส่วนความเสี่ยงของเรายังสมดุลอยู่หรือไม่ ในมุมมองเชิงปริมาณ เมื่อสินทรัพย์ใดมีความผันผวนสูงขึ้นผิดปกติ เช่น ราคาน้ำมันที่แกว่งตัวรุนแรง เราควรลดน้ำหนักการถือครองสินทรัพย์นั้นลงโดยอัตโนมัติ เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงของส่วนเล็กๆ เข้ามาทำลายภาพรวมของพอร์ต นี่ไม่ใช่การเก็งกำไร แต่เป็นการทำตามวินัย เพื่อรักษาความปลอดภัยของเงินทุน

 

กรณีศึกษาจากกองทุนระดับโลก: State Street Bridgewater All Weather ETF (ALLW)

            เพื่อให้เห็นภาพการนำทฤษฎีไปใช้งานจริง เราสามารถดูตัวอย่างได้จากกองทุน ALLW ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง State Street และ Bridgewater Associates โดยมีการจัดสัดส่วนสินทรัพย์ที่สะท้อนมุมมอง "ความสมดุล" ไว้อย่างน่าสนใจ (ตัวเลขโดยประมาณ ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569) ดังนี้ 1) ตราสารทุนโลก (Global Equities) 22% เพื่อสร้างผลตอบแทนในยามเศรษฐกิจเติบโต 2) พันธบัตรรัฐบาล (Nominal Bonds) 34% เพื่อคุ้มครองพอร์ตในช่วงเศรษฐกิจถดถอยหรือเงินฝืด 3) พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (Inflation-Linked Bonds) 21% เพื่อรักษากำลังซื้อเมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินคาด 4) สินค้าโภคภัณฑ์และทองคำ (Commodities & Gold) 17%: เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์

สัดส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า กองทุนไม่ได้พนันว่าราคาน้ำมันจะขึ้นหรือลงเพียงอย่างเดียว แต่เลือกที่จะถือสินทรัพย์ที่ "ทำงานได้ดีในสภาวะที่แตกต่างกัน" เพื่อให้ภาพรวมพอร์ตยังคงมั่นคง สอดคล้องกับมุมมองของเรย์ ดาลิโอ ที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมรับมือภาวะปลายวัฏจักรหนี้

 

คำแนะนำเชิงปฏิบัติสำหรับนักลงทุน

            ก่อนที่จะเริ่มปรับเปลี่ยนพอร์ตตามข่าว ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้เพื่อให้มั่นใจว่าเรากำลังเดินตามแผนที่เป็นเหตุเป็นผล 1) สำรวจความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ ตรวจดูว่าสินทรัพย์ที่ถืออยู่ ส่วนใหญ่พึ่งพาการเติบโตของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวหรือไม่? ถ้าใช่ พอร์ตของเรากำลังเปราะบางต่อภาวะเงินเฟ้อ 2) สร้างเกราะป้องกันเงินเฟ้อ พิจารณาเพิ่มสัดส่วนในสินทรัพย์อย่างทองคำ หรือกองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อช่วยพยุงพอร์ตในวันที่หุ้นและตราสารหนี้พร้อมใจกันร่วง 3) ปรับ Mindset จากการคาดเดาตลาดเป็นนักออกแบบพอร์ต: เลิกพยายามทายว่าน้ำมันจะไปถึงกี่ดอลลาร์ หรือสงครามจะจบเมื่อไหร่ แต่จงออกแบบพอร์ตที่ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร เราก็ยังอยู่รอดได้ 4) รักษาความคล่องตัว สำรองเงินสดหรือสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงไว้บ้าง เพื่อป้องกันการถูกบังคับขายสินทรัพย์อื่นในจังหวะที่ราคาตกต่ำสุดขีด

 

ก้าวข้ามความกลัวด้วยความเข้าใจ

            วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์คือบททดสอบวินัยและความรู้ของนักลงทุนเสมอ แม้เราจะควบคุมสถานการณ์โลกไม่ได้ แต่เราสามารถควบคุมความเสี่ยงของเราได้ การนำปรัชญา “อยู่รอดทุกสภาวะ” (All Weather) มาใช้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะรวยได้ข้ามคืน แต่มันคือการทำให้เราสามารถนอนหลับได้สนิทในยามที่โลกมีความไม่แน่นอน โครงสร้างพอร์ตที่แข็งแกร่งซึ่งถูกออกแบบมาด้วยเหตุผลของตรรกะและสถิติ จะเป็นพาหนะที่นำพาเราไปถึงเป้าหมายทางการเงินในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนที่สุด

 

            ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้ยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำการลงทุนเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจ ก่อนตัดสินใจลงทุน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลจ. ไทยพาณิชย์ โทร. 02-777-7777

 

โดย  คุณณรงค์ศักดิ์  ปลอดมีชัย
        ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
        บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด​