ในปัจจุบัน ภาพรวมตลาดหุ้นโลกกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ การหมุนเวียนกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) อย่างชัดเจน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งเคยเป็นผู้นำตลาดในช่วงที่ผ่านมาเริ่มมีอัตราเร่งที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรปและญี่ปุ่น ที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นทางการคลังและทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง นอกจากนี้ ปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ทิศทางอัตราดอกเบี้ย และเม็ดเงินลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Capex) จำนวนมหาศาลของกลุ่มผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ (Hyperscalers) เช่น Amazon, Google, Microsoft และ Meta ได้สร้างความกังวลให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับความคุ้มค่าของผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ในระยะสั้น
แม้ราคาหุ้นจะมีความผันผวน แต่ผลประกอบการของกลุ่มเทคโนโลยียังคงแสดงถึงความแข็งแกร่ง โดยจากข้อมูลของ FactSet นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าดัชนี S&P500 มีการเติบของกำไรกว่า 18% ในปี 2026 ในจำนวนนี้มาจากการเติบโตของหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และผู้ให้บริการคลาวด์ (Cloud Services) สูงถึงราว 44% จนนำไปสู่ระดับราคาที่น่าสนใจในเชิงพื้นฐาน โดยปัจจุบันอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อการเติบโต (PEG Ratio) ของกลุ่ม Information Technology โลกปรับตัวลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโลกโดยรวม และต่ำกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่าง Consumer Staples, Consumer Durables และ Industrials ซึ่งหากพิจารณาถึงอัตราส่วนราคาต่อกำไรคาดการณ์ (Forward P/E) ของกลุ่ม Magnificent 7 ซึ่งอยู่ที่ราว 20 เท่า จะพบว่ามีความสมเหตุสมผลมากกว่าเมื่อเทียบกับยุคฟองสบู่ Dotcom ที่หุ้นสำคัญ 7 ตัวแรกซื้อเคยซื้อขายพุ่งสูงถึง 52 เท่า
ทั้งนี้ โลกของเทคโนโลยีในระยะถัดไปกำลังก้าวจาก Generative AI รูปแบบที่เน้นการ สร้างเนื้อหาจากชุดข้อมูลที่เคยเรียนรู้มา เช่น เขียนบทความ, ตอบคำถาม, สรุปข้อมูล,วาดรูปตามสั่ง หรือ สร้างคลิปหรือเสียงเพลง ไปสู่ "AI Agent" ซึ่งเป็นขั้นกว่าของ Generative AI เพราะไม่ได้แค่ "พูด" หรือ "เขียน" แต่สามารถ "ตัดสินใจและลงมือทำจนจบกระบวนการ" (Action) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะเป็นการปฏิวัติโครงสร้างรายได้ครั้งใหญ่ผ่านหน่วยประมวลผลที่เรียกว่า Token เนื่องจาก AI Agent ต้องใช้การคิดวิเคราะห์หลายขั้นตอนทำให้กินทรัพยากร Token มากกว่าการสนทนาปกติถึง 10 - 1,000 เท่า ส่งผลให้อุตสาหกรรมกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนของโมเดลธุรกิจจากการเก็บค่าบริการตามรายหัว (Per-seat) ไปสู่การเก็บตามปริมาณการใช้งานจริง (Usage-based) ซึ่งจะช่วยทลายเพดานรายได้ของบริษัทเทคโนโลยี และกลุ่มผู้ให้บริการ Cloud Platform และโมเดลต้นน้ำที่ได้รับรายได้จากจำนวน Token โดยตรง อย่างไรก็ตามกลุ่มซอฟต์แวร์จัดการงานพื้นฐาน (Lightweight SaaS) ที่ไม่ได้ครอบครองข้อมูลหลักขององค์กร ก็จะเผชิญความเสี่ยงจากการถูกทดแทนด้วย AI Agent ที่มีต้นทุนต่ำกว่า
แม้จะมีความกังวลต่อเงินลงทุนมหาศาลของกลุ่ม Hyperscalers โดยจากการประเมิณของ Bank of America คาดว่าจะสูงถึง 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 100% ของกระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทในปี 2026 อาจดูเป็นตัวเลขที่สูง แต่ในเชิงกลยุทธ์ นี่คือรูปแบบการลงทุนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต เช่นกรณีของ Amazon ที่ลงทุนมหาศาลในระบบโลจิสติกส์ในช่วงปี 1990 หรือ Netflix ที่ยอมมีกระแสเงินสดติดลบในช่วงปี 2015-2018 เพื่อสร้างอาณาจักร Streaming จึงทำให้การลงทุนในปัจจุบันเป็นการลงทุนเพื่อครอบครองโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานสำคัญ (Foundational Technology) ของโลกในอนาคต และเป็นการสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่ยั่งยืน
โดยสรุปภาพรวมอุตสาหกรรม AI ปัจจุบันสะท้อนโอกาสการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่น่าสนใจใน 3 มิติพร้อมกัน ได้แก่ 1) ด้านระดับราคา (Valuation) ที่ปรับลดลงโดยที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยน 2) ด้านกำไรที่ยังเติบโตแข็งแกร่งเป็นแกนหลักของการเติบโต และ 3) การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสู่ AI Agent ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือการพลิกโมเดลธุรกิจซอฟต์แวร์ทั้งอุตสาหกรรมที่กำลังเกิดขึ้นจริง โดยกองทุนที่น่าพิจารณา ได้แก่ 1) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Semiconductor (ชนิดสะสมมูลค่า) หรือ SCBSEMI(A) ที่เน้นการลงทุนในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำที่สำคัญที่สุดใน AI Ecosystem และเป็นรากฐานของโครงสร้างพื้นฐาน Compute ทั้งหมด 2) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์
โกลบอลดิจิตอล (ชนิดสะสมมูลค่า) หรือ SCBDIGI ที่ลงทุนมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจดิจิทัลและ AI Infrastructure ที่เป็นกระดูกสันหลังของระบบ Token ทั่วโลก และ 3) กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นยูเอส เอ็นดีคิว (ชนิดสะสมมูลค่า) หรือ SCBNDQ(A) ที่ลงทุนในดัชนี NASDAQ100 เพื่อเข้าถึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและมีอำนาจต่อรองในตลาดโลก
กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 0 2777 7777 www.scbam.com
โดย คุณณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด
