Money DIY 4.0 by SCBAM: ลงทุนให้เงินทำงาน พร้อมใช้ภาษีให้คุ้มค่า ด้วย RMF และ Thai ESG

28 กันยายน 2569

            หลายคนต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารรายได้ให้ครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายในปัจจุบันและเป้าหมายทางการเงินในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว การศึกษาของบุตร หรือการเตรียมความพร้อมสำหรับวัยเกษียณ ขณะที่ค่าครองชีพมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และภาระภาษีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องบริหารจัดการควบคู่กันไป การวางแผนทางการเงินในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการเก็บออม แต่ยังรวมถึงการลงทุนอย่างเหมาะสมเพื่อให้เงินสามารถเติบโตและสนับสนุนเป้าหมายในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกองทุน RMF และ Thai ESG ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งการลงทุนระยะยาวและการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ในเวลาเดียวกัน

            ปัจจุบัน ค่าใช้จ่ายในอนาคตมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะเงินเฟ้อ โดยข้อมูลจาก World Bank ระบุว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2% ต่อปี ส่งผลให้กำลังซื้อของเงินลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ตัวอย่างเช่น หากค่าใช้จ่ายในปัจจุบันอยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2% ต่อปี ค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจเพิ่มเป็นประมาณ 44,500 บาทต่อเดือนในอีก 20 ปีข้างหน้า หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 50% จากระดับปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าการออมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการรักษามาตรฐานการใช้ชีวิตในระยะยาว

            ด้วยเหตุนี้ การวางแผนลงทุนที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมายทางการเงินในอนาคต การลงทุนจึงไม่ได้มีบทบาทเพียงในการสร้างผลตอบแทน แต่ยังช่วยรักษามูลค่าของเงินจากผลกระทบของเงินเฟ้อ และเพิ่มโอกาสในการสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนยังสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือการลงทุนที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารเงินและต่อยอดเงินลงทุนให้เติบโตได้มากขึ้นในระยะยาว

            ในปัจจุบัน ในบรรดาเครื่องมือการลงทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุน Thai ESG ถือเป็นทางเลือกที่ช่วยตอบโจทย์ทั้งการลงทุนระยะยาวและการวางแผนภาษีในเวลาเดียวกัน โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้หลากหลายสินทรัพย์ ตั้งแต่กองทุนตลาดเงิน ตราสารหนี้ หุ้นไทย และหุ้นต่างประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การมีทางเลือกที่หลากหลายจึงช่วยให้นักลงทุนสามารถออกแบบพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของตนเองมากขึ้น

            เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินที่หลากหลาย บลจ.ไทยพาณิชย์ มีกองทุน RMF และ Thai ESG ที่ครอบคลุมสินทรัพย์หลายประเภท ช่วยให้นักลงทุนสามารถจัดพอร์ตการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่นตามความต้องการและระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม

            3 ธีมการลงทุน ตอบโจทย์ทุกสไตล์นักลงทุน:

            1. วางฐานให้มั่นคง ด้วยกองทุนตราสารหนี้
            เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาเสถียรภาพของเงินลงทุนและลดความผันผวนของพอร์ตในระยะยาว SCBRMMONEY เน้นลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีอายุเฉลี่ยของตราสารอยู่ในช่วง 1-3 เดือน ด้าน SCBTB(ThaiESG) มีการบริหารเชิงรุกและลงทุนในตราสารหนี้ ESG ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ พร้อมปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาดเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมในระยะยาว

            2. สร้างสมดุลในรอบด้าน ด้วยหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก
            เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังหลากหลายสินทรัพย์และภูมิภาค เพื่อลดการพึ่งพาการเติบโตจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง SCBRMGWP* กระจายการลงทุนหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก ได้แก่ หุ้นและตราสารหนี้ ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ SCBTM(ThaiESG) มีความยืดหยุ่นในการลงทุนทั้งตราสารหนี้และตราสารทุนของบริษัทไทยที่มีความโดดเด่นด้าน ESG โดยสามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้ตั้งแต่ 0-100% ตามมุมมองและสภาวะตลาด

            3. เพิ่มพลังให้พอร์ตเติบโต ด้วยหุ้นสหรัฐฯชั้นนำ และหุ้นไทย
            เหมาะสำหรับผู้ที่สามารถรับความผันผวนได้มากขึ้น และมุ่งหวังการเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว SCBRMS&P500 เปิดโอกาสลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 500 บริษัทชั้นนำของสหรัฐอเมริกาผ่านดัชนี S&P 500 ซึ่งครอบคลุมธุรกิจชั้นนำในหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งเทคโนโลยี สุขภาพ การสื่อสาร และสินค้าอุปโภคบริโภค ส่วน SCBTA(ThaiESG) มุ่งลงทุนในหุ้นไทยที่มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาวและดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากตลาดหุ้นไทย ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

            นอกเหนือจากกองทุนที่ยกตัวอย่างข้างต้น ผู้ลงทุนยังสามารถเลือกลงทุนผ่านกองทุน RMF และ Thai ESG ได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น Index Fund สามารถลงทุนใน SCBRMWORLD ที่ลงทุนในหุ้นทั่วโลกตามดัชนี MSCI World หรือ SCBRMNDQ ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำของสหรัฐอเมริกาผ่านดัชนี NASDAQ-100 รวมทั้ง SCBGOLDHRMF ที่ลงทุนในทองคำพร้อมป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่กลุ่ม Top Country Pick ได้แก่ SCBTAPX ที่บริหารเชิงรุก โดยมุ่งคัดเลือกหุ้นไทยที่มีความโดดเด่นด้าน ESG ในสัดส่วนเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของพอร์ต  SCBRMMLCA ที่มุ่งลงทุนในหุ้นจีนผ่านการวิเคราะห์เชิงปริมาณด้วย Machine Learning สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนตามแนวโน้มการเติบโตระยะยาว สามารถเลือกกองทุนกลุ่ม Megatrend เช่น SCBRMDIGI ที่เน้นธุรกิจเทคโนโลยีดิจิทัล และ SCBRMGHC ที่มุ่งลงทุนในธุรกิจสุขภาพทั่วโลก

            ทั้งนี้ บลจ.ไทยพาณิชย์ยังมีกองทุน RMF อีกหลากหลายทางเลือก ครอบคลุมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ และธีมการลงทุนจากทั่วโลก และ กองทุนกลุ่ม Thai ESG ที่เน้นในหุ้น และหรือ ตราสารหนี้ไทยที่มีความโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ พร้อมเพิ่มโอกาสสร้างความมั่งคั่งในระยะยาวและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

            (หมายเหตุ : กองทุน RMF เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนการออมและการลงทุนเพื่อวัยเกษียณ โดยสามารถนำเงินลงทุนไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกับเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) กองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชน และเบี้ยประกันชีวิตแบบบำนาญแล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี ผู้ลงทุนไม่มีกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ แต่ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีเว้นปี และสามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้เมื่อมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และถือครองหน่วยลงทุนมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปีนับตั้งแต่วันลงทุนครั้งแรก

            กองทุน Thai ESG เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในหุ้นไทยและตราสารหนี้ไทยที่มีคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ควบคู่กับการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยสามารถนำเงินลงทุนไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน และไม่เกิน 300,000 บาทต่อปี ซึ่งเป็นวงเงินลดหย่อนที่แยกจากวงเงินลดหย่อนกลุ่มการออมเพื่อการเกษียณ ผู้ลงทุนไม่มีกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ และไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี โดยต้องถือครองหน่วยลงทุนเป็นเวลา 5 ปีเต็มนับจากวันลงทุน (วันชนวัน) เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษี)

            การลงทุนในกองทุนรวมมิใช่การฝากเงิน และผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต / กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนของกองทุน RMF และ Thai ESG กรณีไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางภาษี จะไม่ได้สิทธิประโยชน์ตามเงื่อนไขของกองทุน รวมถึง สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน  ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดกองทุนได้ที่ บลจ.ไทยพาณิชย์ โทร. 02 777 7777 และ/หรือข้อมูลกองทุนเพิ่มเติม ได้ที่ www.scbam.com

*COMPLEX FUND กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน • การลงทุนที่มีปัจจัยอ้างอิง อาจมีความผันผวนแตกต่างจากการลงทุนในปัจจัยอ้างอิงโดยตรง • กองทุนลงทุนบางส่วนใน POWERSHARES DB OIL ซึ่งลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาน้ำมัน WTI โดยราคา FUTURES อาจแตกต่างจากราคาปัจจุบัน (SPOT PRICE) จึงอาจทำให้ผลตอบแทนจาก OIL FUTURES แตกต่างจากผลตอบแทนของราคาดัชนีน้ำมัน WTI‌

 

โดย  คุณณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
        ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
        บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด