Money DIY 4.0 by SCBAM: ตลาดตราสารหนี้ยังปลอดภัยอยู่หรือไม่? ในวันที่ความผันผวนสูงขึ้น

24 กรกฎาคม 2569

            ตราสารหนี้เป็นหนึ่งในสินทรัพย์หลักที่มีบทบาทสำคัญต่อการจัดพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอ และต้องการสร้างสมดุลเพื่อลดความเสี่ยงโดยรวมของพอร์ต จุดเด่นสำคัญอยู่ที่โครงสร้างกระแสเงินสดที่ค่อนข้างชัดเจน ทั้งดอกเบี้ยที่ได้รับระหว่างการถือครองและการชำระคืนเงินต้นเมื่อครบกำหนด ภายใต้เงื่อนไขที่ผู้ออกตราสารสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด 

            อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น นักลงทุนอาจพบว่ามูลค่าของตราสารหนี้หรือกองทุนตราสารหนี้เคลื่อนไหวได้มากในระยะสั้น จนบางช่วงดูแตกต่างจากภาพ “สินทรัพย์ความผันผวนต่ำ” ที่หลายคนคุ้นเคย จึงนำมาสู่คำถามสำคัญว่า ในโลกการลงทุนปัจจุบัน ตราสารหนี้ยังทำหน้าที่สร้างเสถียรภาพให้พอร์ตได้อยู่หรือไม่ 

            คำตอบเริ่มต้นที่การแยกแยะสองคำที่มักถูกเข้าใจปนกัน นั่นคือ “ความปลอดภัย” กับ “ความผันผวนของราคา” ซึ่งไม่ได้มีความหมายเดียวกันเสมอไป 

ความผันผวนของราคาเป็นกลไกปกติ ไม่ใช่สัญญาณอันตราย 
            ตามกลไกตลาด ราคาตราสารหนี้เคลื่อนไหวผกผันกับ Bond Yield กล่าวคือ เมื่อ Bond Yield ปรับขึ้น ราคาตราสารหนี้จะปรับลง และในทางกลับกัน เมื่อ Bond Yield ปรับลง ราคาก็จะปรับขึ้น นี่คือกลไกปกติที่ทำให้มูลค่าพอร์ตหรือกองทุนตราสารหนี้เคลื่อนไหวได้ในระยะสั้น 

            แต่การเปลี่ยนแปลงของราคา (Capital gain/loss) เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของผลตอบแทน อีกองค์ประกอบที่สำคัญไม่แพ้กันคือ รายได้จากดอกเบี้ยและผลตอบแทนที่เกิดขึ้นระหว่างการถือครอง หรือที่นักลงทุนเรียกว่า “Carry” พูดอีกอย่างคือ ผลตอบแทนของตราสารหนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคาดหวังให้ราคาปรับสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว เพราะตราสารหนี้สร้างกระแสเงินสดให้พอร์ตอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว และยิ่งเวลาผ่านไป ตราสารก็ยิ่งเข้าใกล้วันครบกำหนด ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ถือมีสิทธิได้รับเงินต้นคืนตามหน้าตั๋ว คุณสมบัตินี้เองที่ทำให้แหล่งที่มาของผลตอบแทนสามารถคาดการณ์ได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากสินทรัพย์ประเภทอื่นอย่างชัดเจน

            ดังนั้น ในระยะสั้น การขึ้นลงของราคาตลาดอาจมีอิทธิพลต่อผลตอบแทนค่อนข้างมาก แต่เมื่อระยะเวลาการลงทุนยาวขึ้น รายได้จากดอกเบี้ยและการถือครองจะค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทต่อผลตอบแทนสะสมมากขึ้น ความผันผวนของราคาในแต่ละวันจึงไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดของตราสารหนี้เสมอไป 

กรณีกองทุนรวม - ราคาตลาดสะท้อนใน NAV แต่กระแสเงินสดยังทำงาน 

            แน่นอนว่า สำหรับการลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้ มูลค่าหน่วยลงทุนยังคงต้องสะท้อนราคาตลาดของตราสารที่กองทุนถือครอง จึงต่างจากการซื้อตราสารหนี้รายตัวแล้วถือจนครบกำหนดโดยตรง อย่างไรก็ดี ในระดับพอร์ต กองทุนยังคงได้รับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ยและเงินต้นของตราสารที่ทยอยครบกำหนด และสามารถนำกลับไปลงทุนต่อ (Reinvest) ที่ระดับผลตอบแทนของตลาด ณ ขณะนั้นได้ 

            ในมุมนี้ Bond Yield จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่ทำให้ราคาตราสารขึ้นหรือลง แต่ยังสะท้อนถึงระดับรายได้ที่พอร์ตมีโอกาสสะสมจากการถือครองด้วย และเมื่อ Bond Yield อยู่ในระดับที่สร้างรายได้ได้อย่างมีนัยสำคัญ กระแสรายได้ดังกล่าวก็ทำหน้าที่เสมือน “เบาะรองรับ” ที่ช่วยลดทอนผลกระทบจากความผันผวนของราคาได้ แม้จะไม่สามารถขจัดออกไปได้ทั้งหมดก็ตาม 

ทำไมความผันผวนจึงสูงขึ้นในวันนี้ 
            ความผันผวนของตราสารหนี้ในปัจจุบันสะท้อนโลกเศรษฐกิจที่มีตัวแปรหลากหลายขึ้น เส้นทางเงินเฟ้อไม่ได้ขึ้นกับอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว แต่ยังได้รับอิทธิพลจากราคาพลังงาน ข้อจำกัดด้านอุปทาน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ในภาวะเช่นนี้ ธนาคารกลางจึงจำเป็นต้องปรับนโยบายตามข้อมูลเศรษฐกิจและพัฒนาการของเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

            นอกจากนี้ ประเด็นด้านการคลังและความต้องการระดมทุนของภาครัฐในหลายประเทศยังมีบทบาทมากขึ้น ทั้งปริมาณพันธบัตรที่ออกสู่ตลาด และการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้ลงทุนหลักในตลาดพันธบัตรรัฐบาล ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจทำให้ Bond Yield เคลื่อนไหวเร็วในบางช่วงเวลา 

ยิ่งผันผวน ยิ่งต้องบริหารอย่างเข้าใจ
            กระนั้นก็ตาม ความผันผวนที่เพิ่มขึ้นกลับไม่ได้ทำให้บทบาทของตราสารหนี้ลดลงแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการบริหารพอร์ตอย่างเหมาะสม เพราะคำว่า “ตราสารหนี้” ครอบคลุมสินทรัพย์ที่มีลักษณะต่างกัน ตั้งแต่พันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้ภาคเอกชน ตราสารอายุสั้น ไปจนถึงตราสารอายุยาว ซึ่งแต่ละประเภทตอบสนองต่อปัจจัยตลาดแตกต่างกัน 

            ตัวอย่างเช่น ตราสารหนี้อายุยาวมักอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ Bond Yield มากกว่าตราสารอายุสั้น การลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนต้องพิจารณาคุณภาพเครดิตและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสารเพิ่มเติม ส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศยังมีปัจจัยด้านอัตราแลกเปลี่ยนเข้ามาเกี่ยวข้อง 

            ด้วยเหตุนี้ การบริหารตราสารหนี้ในภาวะปัจจุบันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงกับการคาดการณ์ว่าดอกเบี้ยจะ “ขึ้น” หรือ “ลง” แต่ยังรวมถึงการกำหนดอายุเฉลี่ยของพอร์ตให้เหมาะสม การเลือกตราสารที่มีคุณภาพเครดิตสอดคล้องกับระดับความเสี่ยง การกระจายการลงทุน และการบริหารสภาพคล่อง เพื่อให้พอร์ตสร้างสมดุลระหว่างกระแสรายได้กับความผันผวนของราคาได้อย่างเหมาะสม

บทสรุป: นิยามใหม่ของคำว่า “ปลอดภัย” 
            กลับมาที่คำถามตั้งต้นว่า “ตลาดตราสารหนี้ยังปลอดภัยอยู่หรือไม่” คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า “ปลอดภัย” อย่างไร  หากความปลอดภัยหมายถึงสินทรัพย์ที่ราคาจะไม่ปรับลดลงเลยในทุกช่วงเวลา คงไม่มีสินทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดใดตอบโจทย์นี้ได้ แต่หากมองในมิติของสินทรัพย์ที่มีโครงสร้างกระแสเงินสดชัดเจน วิเคราะห์แหล่งที่มาของผลตอบแทนได้ และช่วยสร้างสมดุลให้พอร์ต ตราสารหนี้ยังคงทำหน้าที่นั้นได้ดีเช่นเดิม 

            และในวันที่ตลาดการเงินผันผวนมากขึ้น การมีสินทรัพย์ที่สร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอและมีปัจจัยกำหนดผลตอบแทนที่วิเคราะห์ได้ กลับยิ่งมีคุณค่าต่อการจัดพอร์ต 

            สิ่งสำคัญจึงอาจไม่ใช่การพยายามหลีกเลี่ยงความผันผวนทั้งหมด แต่คือการเข้าใจธรรมชาติของตราสารหนี้ เลือกระดับความเสี่ยงและระยะเวลาการลงทุนให้เหมาะกับตนเอง แล้วปล่อยให้กระแสเงินสดของตราสารหนี้ทำหน้าที่ของมันในระยะยาว เพราะท้ายที่สุด ความปลอดภัยที่แท้จริงในการลงทุน อาจไม่ได้มาจากการไม่มีความผันผวน แต่มาจากการเข้าใจว่าความผันผวนนั้นทำงานอย่างไร 

 

โดย  คุณณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
        ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
        บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด