Money DIY 4.0 by SCBAM: บทเรียนจากปี 2025 สู่ปี 2026: เมื่อพฤติกรรมของตลาดหุ้นกำลังเปลี่ยนไป และนิยามความเสี่ยงต้องถูกเขียนใหม่

21 มกราคม 2569

            ในแวดวงการลงทุน มีคำกล่าวว่า "ประวัติศาสตร์มักจะไม่ซ้ำรอยเดิม หากแต่มีท่วงทำนองที่คล้ายคลึงกัน" แต่สำหรับปี 2025 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นโลกได้เกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ท้าทายทฤษฎีการเงินเดิมอย่างสิ้นเชิง ย้อนกลับไปในช่วงต้นปี 2025 เราได้เห็นภาพความขัดแย้งที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดทุน ในขณะที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจชั้นนำต่างออกมาคาดการณ์ถึง "ภาวะเศรษฐกิจถดถอย" (Recession) และเกิดสัญญาณเตือนภัยจากเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Inverted Yield Curve) ทว่าในความเป็นจริง เศรษฐกิจโลกกลับแสดงศักยภาพในการฟื้นตัวแบบ "The Great Resilience" ที่แข็งแกร่งเกินความคาดหมาย ดัชนีตลาดหุ้นหลักหลายแห่งทั่วโลกสามารถทะยานทำจุดสูงสุดใหม่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในบริบทของตำราเศรษฐศาสตร์ยุคเก่าที่มองว่าดอกเบี้ยสูงคือยาพิษของตลาดหุ้น ความย้อนแย้งนี้เองทำให้เรานำข้อมูลผลตอบแทนของปัจจัย (Factor) หุ้นทั่วโลกในปี 2025 ที่ผ่านมามาวิเคราะห์ เพื่อค้นหาความจริงที่ซ่อนอยู่ และนี่คือบทสรุปที่ข้อมูลกำลังบอกเรา

ปีแห่งการเคลื่อนไหวสวนทางกระแสหลัก (The Year of Contrarian)

            ผลตอบแทนของปัจจัย Long-Term Reversal (+9.6%) และ Growth (+8.4%) ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจาก 2 ปัจจัยขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างที่สำคัญในปี 2025 คือ 1) การกลับมาของหุ้นที่ถูกลืม (Reversal) หลังจากตลาดหุ้นจีนและตลาดเกิดใหม่ซบเซามานานจนมูลค่าถูกมาก เมื่อภาครัฐกระตุ้นเศรษฐกิจตรงจุด เม็ดเงิน Smart Money จึงไหลกลับสู่สินทรัพย์ในกลุ่มนี้สร้างผลตอบแทนมหาศาลให้กับผู้ที่กล้าเข้าไปลงทุนในวันที่คนอื่นกลัว และ 2) AI ที่เติบโตและจับต้องได้ (Tangible Growth) หลายคนเคยกังวลว่ากระแส AI จะเป็นเหมือนยุคฟองสบู่ Dot.com แต่ในปี 2025 ได้พิสูจน์แล้วว่า AI ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่กำลังเข้าสู่ช่วงใช้งานจริง ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มกำไรให้บริษัทต่างๆ ได้จริง ประกอบกับนโยบายลดกฎระเบียบในฝั่งตะวันตกที่เอื้อให้เกิดการควบรวมกิจการและขยายธุรกิจใหม่ๆ ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยียังคงเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนตลาด

เมื่อ "พื้นที่ปลอดภัย" กลับกลายเป็นความเสี่ยง

            บทเรียนราคาแพงสำหรับนักลงทุนแนวตั้งรับ (Defensive) เมื่อผลตอบแทนของกลุ่มหุ้นเบต้าต่ำ (-20.0%) และหุ้นผันผวนต่ำ (-17.7%) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจนน่าตกใจจึงเป็นคำถามน่าสนใจว่าเหตุใดหุ้นกลุ่มความผันผวนต่ำ หรือหุ้นที่ได้ชื่อว่าเป็น "หลุมหลบภัย" (Safe Haven) จึงไม่ปลอดภัย? คำตอบคือ "กับดักของความคาดหวัง" และ "มูลค่าที่ตึงตัว"

             ถ้าย้อนกลับไปตลอดปี 2024 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2025 นักลงทุนจำนวนมากพากันเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันกลับเข้าไปพักเงินในหุ้น Defensive จนราคาพุ่งเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก กล่าวคือ นักลงทุนยอมจ่ายแพงเกินจริงเพื่อซื้อความสบายใจ แต่เมื่อปี 2025 เศรษฐกิจโลกสามารถทำ Soft Landing ได้ ความกังวลหายไป เงินทุนจึงไหลออกจากหุ้นปลอดภัยมาสู่สินทรัพย์ที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า นักลงทุนที่ยึดติดกับทฤษฎีเดิมที่ว่า "เมื่อตลาดผันผวนควรเพิ่มน้ำหนักในหุ้นที่ผันผวนต่ำ " โดยมิได้พิจารณาบริบทของมูลค่าพื้นฐานและเศรษฐกิจมหภาค ที่เปลี่ยนไป จึงต้องเผชิญกับความเสี่ยงขาลงเต็มๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            เหตุการณ์ในปี 2025 จึงเป็นกรณีศึกษาที่ชี้ให้เห็นว่า การใช้วิจารณญาณหรือสัญชาตญาณของมนุษย์เพียงอย่างเดียว อาจมีข้อจำกัดในโลกการลงทุนยุคใหม่ที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็ว โดยธรรมชาติ จิตวิทยาการลงทุนของมนุษย์ถูกครอบงำด้วยอคติที่เรียกว่า "การหลีกเลี่ยงความสูญเสีย" งานวิจัยระบุว่าความเจ็บปวดจากการขาดทุนส่งผลต่อจิตใจรุนแรงกว่าความสุขจากการทำกำไรถึง 2 เท่า ดังนั้น เมื่อได้รับข่าวสารเชิงลบในช่วงต้นปี สมองของมนุษย์จึงสั่งการให้เรา "หนี" เข้าหาหุ้นปลอดภัย (Low Beta) เพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งในปีที่ผ่านมา การตัดสินใจตามสัญชาตญาณการเอาตัวรอดดังกล่าวนำไปสู่ผลตอบแทนที่ติดลบถึง 20%

มุมมองและยุทธศาสตร์การจัดพอร์ตสำหรับปี 2026

            จากการวิเคราะห์ภาพรวม ข้อมูลเชิงลึก และแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาค เราขอฝาก 3 ข้อคิดที่จะช่วยสำหรับการจัดพอร์ตการลงทุนในปี 2026 ดังนี้ 1) นิยามใหม่ของ "ความปลอดภัย" คือ หุ้นผันผวนต่ำในอดีต อาจไม่ใช่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยเสมอไป โดยเฉพาะในปีที่เศรษฐกิจยังเติบโต การถือหุ้น Defensive ที่แพงเกินจริงอาจนำมาซึ่งความเสียหายจากราคาที่ลงและค่าเสียโอกาสได้มหาศาล 2) กลยุทธ์บาร์เบล คือ การถือครองสินทรัพย์สองขั้วที่มีธรรมชาติแตกต่างกัน ด้านหนึ่งคือ หุ้นเติบโต (Growth) ที่มีคุณภาพดีและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเพื่อสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม และอีกด้านหนึ่งคือ หุ้น Laggard หรือหุ้นฟื้นตัว (Reversal) ที่มี Valuation ต่ำเพื่อจำกัดความเสี่ยงขาลง การผสมผสานเช่นนี้จะช่วยให้พอร์ตของท่านมีความยืดหยุ่นและสามารถสร้างผลตอบแทนได้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะหมุนไปในทิศทางใด และ 3) ใช้เทคโนโลยีเป็น "Co-Pilot" หมายถึง ในตลาดที่ซับซ้อนและความผันผวนสูง การเลือกลงทุนผ่านกองทุนที่ใช้ระบบ Machine Learning เข้ามาช่วยในการคัดเลือกหุ้น เป็นแนวการลงทุนที่ตัดสินใจผ่านการวิเคราะห์สถิติตัวเลข ซึ่งจะช่วยลดความผิดพลาดจากอารมณ์ และเพิ่มความคล่องตัวให้พอร์ตลงทุนได้

            โดยสรุป โลกการเงินในปี 2026 กำลังหมุนเร็วกว่าที่เคย การลงทุนในยุคนี้มิใช่เพียงการค้นหาแหล่งพักเงินที่ปลอดภัยที่สุดและอยู่นิ่งๆ หากแต่คือการทำความเข้าใจการเคลื่อนไหวของความเสี่ยงอย่างถ่องแท้ และกล้าที่จะปรับตัวยืนหยัดในจุดที่สอดคล้องกับทิศทางลมของเศรษฐกิจโลก เพื่อนำพาพอร์ตให้เติบโตอย่างยั่งยืน 

 

โดย  คุณณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
        ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
        บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด