Money DIY 4.0 by SCBAM: หุ้นปันผลให้ยีลด์สูงขึ้นทั้งที่เงินปันผลไม่ได้เพิ่ม: โอกาสลงทุนหรือสัญญาณเตือน?

1 กันยายน 2569

            สมมติว่านักลงทุนติดตามหุ้นบริษัทหนึ่งมาระยะหนึ่ง และพบว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล หรือ Dividend Yield เพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 8% ทั้งที่เงินปันผลต่อหุ้นที่ใช้ในการคำนวณยังคงเดิม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถือเป็นโอกาสในการลงทุน หรือเป็นสัญญาณเตือนที่ควรระมัดระวัง?

            โดยทั่วไป Dividend Yield คำนวณจากเงินปันผลต่อหุ้นหารด้วยราคาหุ้น จึงเพิ่มขึ้นได้จากสองกรณี ได้แก่ บริษัทจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น หรือราคาหุ้นปรับตัวลดลง แนวคิดนี้อาจเปรียบเทียบได้กับการลงทุนในบ้านเช่า หากอัตราค่าเช่าต่อราคาบ้านในย่านหนึ่งเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 8% นักลงทุนคงยังไม่รีบสรุปว่าเป็นโอกาสที่น่าสนใจ แต่ควรพิจารณาก่อนว่าอัตราดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากค่าเช่าที่สูงขึ้น หรือจากราคาบ้านที่ลดลง หากเกิดจากราคาบ้านที่ปรับตัวลง ก็ต้องตรวจสอบต่อว่าราคาที่ลดลงนั้นเป็นโอกาสในการลงทุน หรือกำลังสะท้อนปัจจัยพื้นฐานของทำเลที่อ่อนแอลง

            ในทำนองเดียวกัน Dividend Yield ที่สูงขึ้นจากราคาหุ้นที่ลดลงอาจสะท้อนว่าหุ้นมีราคาน่าสนใจขึ้น หรืออาจเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังกังวลต่อแนวโน้มธุรกิจและความสามารถในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต หากเป็นกรณีหลัง ยีลด์ที่ดูน่าสนใจก็อาจกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “กับดักเงินปันผล” หรือ Dividend Trap ได้

 

เหตุใดหุ้นปันผลสูงจึงได้รับความสนใจ

            หุ้นปันผลสูงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดระหว่างทาง โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการรายได้ประจำ หรือต้องการลดการพึ่งพาการขายหลักทรัพย์ในช่วงที่ตลาดผันผวน  บริษัทที่จ่ายเงินปันผลได้อย่างสม่ำเสมอมักมีกระแสเงินสดค่อนข้างมั่นคง โดยเฉพาะบริษัทที่ผ่านช่วงการลงทุนเพื่อเร่งการเติบโตมาแล้ว จึงสามารถจัดสรรกำไรส่วนหนึ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้

            นอกจากนี้ การจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอโดยไม่กระทบต่อฐานะการเงิน อาจเป็นหนึ่งในสัญญาณที่สะท้อนวินัยในการจัดสรรเงินทุนของบริษัท เนื่องจากผู้บริหารมักหลีกเลี่ยงการลดเงินปันผลหากไม่จำเป็น การรักษาระดับเงินปันผลอย่างต่อเนื่องจึงอาจสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริหารต่อกำไรและกระแสเงินสดในอนาคต อย่างไรก็ตาม ความสม่ำเสมอของเงินปันผลควรพิจารณาควบคู่กับกำไร กระแสเงินสด ภาระหนี้ และความจำเป็นในการลงทุนของบริษัท

 

ผลการทดสอบย้อนหลังให้อะไรแก่เรา

            จากการทดสอบย้อนหลังกับหุ้นในดัชนี SET100 โดยคัดเลือกหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่สุดประมาณหนึ่งในสามของหุ้น SET100 พบว่าพอร์ตหุ้นปันผลสูงให้ผลตอบแทนเหนือกว่าค่าเฉลี่ย SET100 ในช่วงเวลาที่ศึกษา

กลยุทธ์

ผลตอบแทนต่อปี

Max Drawdown

หุ้นปันผลสูง Top 33% ให้น้ำหนักเท่ากัน

9.1%

-23.9%

หุ้นปันผลสูง Top 33% ให้น้ำหนักตามขนาดบริษัท

12.8%

-9.1%

SET100 ผลตอบแทนรวม

6.0%

-27.2%

หมายเหตุ: ใช้ข้อมูลจาก FactSet และ SCBAM โดยเป็นผลการทดสอบย้อนหลังระหว่างเดือนสิงหาคม 2021 ถึงเดือนกรกฎาคม 2026 ผลลัพธ์จึงอาจได้รับอิทธิพลจากภาวะตลาดในช่วงดังกล่าว ตลอดจนวิธีปรับพอร์ต ผลการดำเนินงานในอดีตและผลการทดสอบย้อนหลังไม่ใช่สิ่งยืนยันผลตอบแทนในอนาคต
 

            พอร์ตหุ้นปันผลสูงที่ให้น้ำหนักตามขนาดบริษัทให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12.8% ต่อปี และมี Max Drawdown -9.1% ขณะที่พอร์ตที่ให้น้ำหนักหุ้นเท่ากันให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.1% ต่อปี และมี Max Drawdown -23.9% ส่วน SET100 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.0% ต่อปี และมี Max Drawdown -27.2%

            ผลการทดสอบดังกล่าวสะท้อนว่า หุ้นปันผลสูงอาจให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจและมีการปรับตัวลดลงน้อยกว่าดัชนีในช่วงเวลาที่ศึกษา อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นหนึ่งที่ควรพิจารณาคือ พอร์ตที่ใช้หุ้นกลุ่มเดียวกันและเกณฑ์คัดเลือกแบบเดียวกันกลับให้ผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างชัดเจนเมื่อเปลี่ยนวิธีให้น้ำหนัก ความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนว่า ผลลัพธ์ของกลยุทธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการคัดเลือกหุ้นจาก Dividend Yield เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับวิธีจัดสรรน้ำหนักและโครงสร้างของพอร์ตด้วย

 

ยีลด์สูงอาจเป็นสัญญาณเตือนได้เช่นกัน

            ความเสี่ยงของ Dividend Trap เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นที่ลดลงไม่ได้เป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น แต่สะท้อนการอ่อนตัวของกำไร กระแสเงินสด ฐานะทางการเงิน หรือความสามารถในการแข่งขันของบริษัท

            ราคาหุ้นที่ลดลงอาจสะท้อนความกังวลของตลาดต่อแนวโน้มกำไร กระแสเงินสด ภาระหนี้ หรือความสามารถในการแข่งขันของบริษัท หากปัจจัยเหล่านี้อ่อนแอลง บริษัทอาจจำเป็นต้องลดหรือยกเลิกการจ่ายเงินปันผลในอนาคต นักลงทุนจึงอาจเผชิญความเสียหายทั้งจากราคาหุ้นที่ลดลงและรายได้เงินปันผลที่หายไป

            อีกประเด็นหนึ่งคือ กลยุทธ์ที่คัดเลือกหุ้นจาก Dividend Yield อาจมีน้ำหนักกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรม เช่น ธนาคาร พลังงาน สาธารณูปโภค โทรคมนาคม และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบางกลุ่มเป็นธุรกิจที่เติบโตในระดับปานกลางหรือมีความผันผวนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ การให้น้ำหนักกับหุ้นปันผลสูงมากเกินไปอาจทำให้พลาดโอกาสจากบริษัทที่สามารถนำกำไรกลับไปลงทุนเพื่อขยายธุรกิจได้อย่างคุ้มค่า ในบางกรณี การนำกำไรไปลงทุนต่ออาจสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวได้มากกว่าการจ่ายเงินปันผลทันที

 

คำถามที่สำคัญกว่าการหาหุ้นยีลด์สูงที่สุด

            คำถามว่า “หุ้นตัวใดมี Dividend Yield สูงที่สุด” ยังไม่เพียงพอสำหรับการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนควรพิจารณาที่มาของเงินปันผลและความสามารถในการจ่ายอย่างต่อเนื่อง โดยอาจเริ่มจากคำถามสำคัญดังต่อไปนี้

  • กำไรและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพียงพอต่อการจ่ายเงินปันผลหรือไม่
  • อัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไร หรือ Payout Ratio อยู่ในระดับที่เหมาะสมหรือไม่
  • บริษัทมีภาระหนี้และภาระดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้หรือไม่
  • เงินปันผลในอดีตมีความสม่ำเสมอ หรือผันผวนตามวัฏจักรของธุรกิจ
  • แนวโน้มกำไรและความสามารถในการแข่งขันของบริษัทยังแข็งแกร่งหรือไม่
  • Dividend Yield ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากเงินปันผลที่เพิ่มขึ้น หรือเกิดจากราคาหุ้นที่ลดลง

            หลักการสำคัญจึงไม่ใช่การค้นหาหุ้นที่ให้ Dividend Yield สูงที่สุด แต่เป็นการค้นหาบริษัทที่มีคุณภาพ มีฐานะการเงินแข็งแรง และสามารถจ่ายเงินปันผลได้อย่างยั่งยืน ก่อนนำระดับ Dividend Yield มาใช้ประกอบการประเมินความน่าสนใจของราคาหุ้น

 

บทสรุป

            หุ้นปันผลสูงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตลงทุนที่ดีได้ โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดระหว่างทางและต้องการลดความผันผวนของผลตอบแทนรวม แต่ Dividend Yield ไม่ควรถูกใช้เป็นตัวชี้วัดเพียงตัวเดียวในการเลือกลงทุน

            หุ้นปันผลที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องเป็นหุ้นที่ให้ยีลด์สูงที่สุด แต่ควรเป็นหุ้นของบริษัทที่สามารถสร้างกำไรและจ่ายเงินปันผลได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่บั่นทอนความสามารถในการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในอนาคต ในท้ายที่สุด ความยั่งยืนของเงินปันผลย่อมมีความสำคัญมากกว่าระดับของเงินปันผลในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง 

 

โดย  คุณณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
        ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
        บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด