แร่หายาก (Rare Earth Elements) คือกลุ่มโลหะ 17 ชนิดที่นักลงทุนอาจฟังดูไม่คุ้นหู แต่แท้จริงแล้วเป็นส่วนประกอบสำคัญของเทคโนโลยีแทบทุกประเภทในโลกยุคใหม่ ทั้งโทรศัพท์มือถือ รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเติบโต โดยคำว่า “หายาก” นั้นไม่ได้หมายถึงปริมาณที่น้อยหรือขาดแคลน เนื่องจากแหล่งสำรองทั่วโลกมีมากกว่า 90 ล้านตัน (International Energy Agency: IEA, 2026) กระจายอยู่ในหลายประเทศ เช่น จีน บราซิล อินเดีย ออสเตรเลีย และเวียดนาม อย่างไรก็ตาม ความหายากที่แท้จริงอยู่ที่ความซับซ้อนของกระบวนการนำแร่มาใช้ประโยชน์ ตั้งแต่การทำเหมือง การแยกแร่ ไปจนถึงการกลั่น ซึ่งล้วนต้องอาศัยเทคโนโลยีและทักษะเฉพาะทางในระดับสูง ทำให้ไม่ใช่ทุกประเทศที่มีทรัพยากรจะสามารถผลิตได้จริงในเชิงพาณิชย์
ในเชิงเศรษฐกิจ ความสำคัญของแร่หายากสะท้อนผ่านบทบาทของการเป็นปัจจัยการผลิตที่มีสัดส่วนเล็ก แต่มีอิทธิพลสูงต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม กล่าวคือ แม้มูลค่าตลาดของแร่หายากเองจะอยู่ในระดับเพียงหลักพันล้านดอลลาร์ แต่กลับเป็นองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมปลายน้ำที่มีมูลค่ารวมกันมากกว่า 6.5 ล้านล้านดอลลาร์ (IEA, 2026) ส่งผลให้ทรัพยากรกลุ่มนี้มีสถานะเป็นสินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์ที่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก
นอกจากนี้ IEA ประเมิณว่า ประมาณ 95% ของมูลค่าตลาดแร่หายากมาจากการใช้งานใน “แม่เหล็กถาวร” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของมอเตอร์ประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม ระบบอัตโนมัติ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และคาดว่าความต้องการแร่กลุ่มแม่เหล็ก เช่น นีโอไดเมียม พราเซโอดิเมียม ดิสโพรเซียม และเทอร์เบียม เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าตั้งแต่ปี 2015 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกเกือบ 2.7 เท่าภายในปี 2050 จากแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล ในขณะเดียวกัน การเติบโตของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลกำลังกลายเป็นแรงผลักดันความต้องการใหม่ที่มีนัยสำคัญมากขึ้น แม้ปัจจุบันสัดส่วนการใช้แร่หายากในภาคส่วนนี้จะยังอยู่ในระดับไม่สูงเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน แต่มีแนวโน้มเร่งตัวอย่างรวดเร็ว สอดคล้องกับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกที่คาดว่าจะสูงถึงราว 9.2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 (Goldman Sachs, 2026) อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ขนาดของความต้องการ” เพียงอย่างเดียว แต่เป็นข้อจำกัดของอุปทาน เนื่องจากอุตสาหกรรมแร่หายากมีลักษณะเป็นอุปทานที่ปรับตัวได้ช้า การเพิ่มกำลังการผลิตต้องใช้เวลาหลายปีและเงินลงทุนจำนวนมาก ดังนั้น แม้ความต้องการจากอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูลจะคิดเป็นเพียงสัดส่วนเล็กน้อยของอุปทานโลกในเชิงปริมาณ แต่ในเชิงโครงสร้างกลับมีผลเทียบเท่ากับการ “แย่งใช้ทรัพยากร” กับอุตสาหกรรมหลักอื่น ๆ
ในด้านอุปทาน จีนครองห่วงโซ่การผลิตแร่หายากอย่างแน่นหนาในทุกขั้นตอน โดยมีส่วนแบ่งตลาดการทำเหมืองประมาณ 60% การกลั่น 91% และการผลิตแม่เหล็กถาวรสำเร็จรูปถึง 94% ของโลก (IEA, JP Morgan, 2026) ขณะที่การผลิตนอกจีนยังไม่สามารถรองรับความต้องการในอนาคตได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในขั้นตอนการกลั่นและการผลิตแม่เหล็ก ซึ่งเป็นส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยีสูงซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าสู่ตลาด ด้วยเหตุนี้ โครงสร้างของอุตสาหกรรมจึงมีลักษณะแตกต่างจากสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วไป กล่าวคือ “คอขวดไม่ได้อยู่ที่เหมือง แต่คือการแยกและการผลิตขั้นปลาย” ซึ่งต้องอาศัยความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและระบบอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนสูง ส่งผลให้แม้หลายประเทศจะมีทรัพยากร แต่ไม่สามารถพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรได้ เกิดเป็นความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างในตลาด และทำให้ผู้เล่นในภาคปลายน้ำสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าผู้ผลิตในขั้นต้นน้ำ
ในปีที่ผ่านมา จีนได้ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากหลายชนิด ส่งผลกระทบต่อต้นทุนและความกังวลด้านความมั่นคงทางวัตถุดิบของผู้ผลิตปลายน้ำทั่วโลก แม้ในระยะหลังจะมีการผ่อนคลายบางส่วน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานที่ยังคงอยู่ ตราบใดที่อุตสาหกรรมยังพึ่งพาการผลิตจากจีนเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศจึงเร่งผลักดันนโยบายเพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานของตนเอง ทั้งในรูปแบบของเงินสนับสนุน การร่วมลงทุน และมาตรการด้านอุตสาหกรรม โดย IEA ประเมินว่าการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความหลากหลายและยืดหยุ่นต้องใช้เงินลงทุนรวมมากกว่า 60 พันล้านดอลลาร์ในทศวรรษข้างหน้า ซึ่งนับเป็นสัญญาณของการเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ในอุตสาหกรรมนี้
อย่างไรก็ตาม การลงทุนในแร่หายากยังมาพร้อมกับความเสี่ยงเฉพาะตัวหลายประการ ประการแรกคือความเสี่ยงด้านเงินลงทุนและการพัฒนาโครงการ เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุน (Capex) สูงและมีระยะเวลาคืนทุนยาว ทำให้บริษัทขนาดเล็กและกลางมีความเปราะบางทางการเงิน โดยเฉพาะในสภาวะดอกเบี้ยสูง ประการที่สองคือปัญหาเชิงโครงสร้างของการผลิตที่ต้องผลิตธาตุหลายชนิดร่วมกัน กล่าวคือ แร่แม่เหล็กหายากมักต้องผลิตควบคู่กับธาตุมูลค่าต่ำกว่า ซึ่งหากไม่มีตลาดรองรับธาตุเหล่านี้อย่างเพียงพอ จะกระทบต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของโครงการ นอกจากนี้ ประการที่สาม ราคาของแร่หายากยังมีความผันผวนสูงและถูกกำหนดโดยปัจจัยด้านนโยบายและภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด และประการสุดท้ายคือความเสี่ยงด้านนวัตกรรม ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมปลายน้ำสามารถลดการใช้แร่หายากผ่านเทคโนโลยีทดแทน ส่งผลต่อความต้องการในระยะยาว
ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีบทบาทค่อนข้างจำกัดในอุตสาหกรรมนี้ แต่นักลงทุนไทยยังสามารถเข้าถึงโอกาสได้ผ่านหลายช่องทาง เช่น การลงทุนผ่านกองทุนรวมในประเทศ หรือ ETF (Exchange Trade Fund) ในต่างประเทศ ที่มุ่งเน้นลงทุนในบริษัทซึ่งเกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป และการรีไซเคิลแร่หายากและโลหะเชิงยุทธศาสตร์ทั่วโลก การลงทุนลักษณะนี้ช่วยกระจายความเสี่ยงไปยังผู้ประกอบการหลายราย และลดการพึ่งพาบริษัทใดบริษัทหนึ่งมากเกินไปในภาพรวม ทั้งนี้การเติบโตของอุตสาหกรรมแร่หายากไม่ได้สะท้อนเพียงการเพิ่มขึ้นของความต้องการวัตถุดิบเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ในการควบคุม “คอขวดของระบบเศรษฐกิจโลก” ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเทคโนโลยี พลังงาน และความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ ดังนั้น สำหรับนักลงทุน แร่หายากจึงไม่ใช่เพียงการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์เท่านั้น แต่เป็นการลงทุนตามธีมที่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจโลก นโยบายภาครัฐ และปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งหากมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ก็มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว
โดย คุณณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด
