CIO’s Talk ตอน “ผลกระทบจาก Trade/Tech War”

3 กรกฎาคม 2562

          สวัสดีค่ะท่านนักลงทุนทุกท่าน  เผลอแปปเดียวเราก็กำลังจะก้าวผ่านครึ่งปีแรกแล้วนะคะ สภาวการณ์ในตลาดโลกที่คาดกันว่าดูเหมือนจะสงบลงไปบ้างแล้ว  ก็ได้กลับมาสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดอีกครั้ง

          ในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ตลาดโลกคาดว่าความวุ่นวายหรือ noise ต่างๆ จะได้ข้อสรุปและคลี่คลายลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเจรจาทางการค้า หรือกรณี Brexit อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ กับจีนก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยทั้งสองฝ่ายได้ทำการ “แลกหมัด” กันอีกหลายรอบ จนดูเหมือนว่าในปัจจุบันความตึงเครียดได้กลับเข้าสู่ระดับใหม่อีกครั้ง และในครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าในทุกครั้งที่ผ่านมาด้วยซ้ำ เพราะในรอบนี้สหรัฐฯ เองก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องภาษีนำเข้าและการเกินดุลการค้า แต่ยังรวมไปถึงการแข่งขันเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีของโลกอีกด้วย ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าท่าทีของแต่ละฝ่ายในรอบนี้ได้ทำให้การหาทางลงแบบไม่เสียหน้ายากขึ้นเรื่อยๆ ในสื่อออนไลน์ทางจีนเริ่มมีการกล่าวถึงกระแสชาตินิยมมีการพูดเรื่องการแทรกแซงในอธิปไตยขึ้นมามากขึ้น

          ในขณะเดียวกันในระยะหลังนี้ดูเหมือนว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ จะเริ่มกลับมาได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนมากขึ้นอีกครั้งจากท่าทีที่แข็งกร้าวกับจีน ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจทำให้ทรัมป์มีแรงจูงใจในการยืดเยื้อความขัดแย้งนี้ไปจนถึงปีหน้าซึ่งเป็นปีที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งก็ได้ ในปี 2019 นี้จึงอาจเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์เป็นที่สหรัฐฯ และจีนได้เริ่มสงครามแห่งเทคโนโลยีหรือ  Tech War อย่างจริงจังก็เป็นได้ และเมื่อเราเปลี่ยนโฟกัสจากการเมืองมาดูการลงทุนในเดือนพฤษภาคมแม้ในตลาดโลกจะมีการเทขายหนักตามคำเปรียบเปรยว่า “Sell in May” แต่เราก็ได้เห็นบางตลาดได้เริ่มที่จะมีการรีบาวน์กลับมาในช่วงปลายเดือน

          สภาวการณ์ดังกล่าวอาจเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงเชื่อมั่นว่าผลกระทบจาก  Trade/Tech War ในรอบนี้จะไม่ส่งผลกระทบกับตลาดเฉกเช่นกับที่เคยเกิดเมื่อปีที่แล้วอย่างน้อยก็ในระยะสั้น ทั้งนี้ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงทางการค้านั้นมักจะสะท้อนตามมาผ่านตัวเลขทางเศรษฐกิจ เช่น  GDP  ในระยะยาวจากผลกระทบของกิจกรรมการค้าที่ลดลง ก็ไม่แน่นะคะ ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากความขัดแย้งในครั้งนี้อาจจะไม่ใช่มวยคู่หลักอย่างสหรัฐฯ หรือจีนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ และมีการพึ่งพาจากการค้าระหว่างประเทศในสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบขนาดเศรษฐกิจก็ได้ ในทางกลับกัน อาจเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีการพึ่งพาการค้าโดยเฉพาะการส่งออกสูง เช่น ไทย หรืออีกหลายประเทศในเอเชีย ที่จะเป็นผู้ที่รับผลกระทบมากที่สุดก็เป็นได้

          ในตลาดทุน ผลกระทบในรอบนี้ที่เกิดขึ้นอาจมุ่งเน้นไปที่กลุ่มบริษัทและกลุ่มอุตสาหกรรมเป็นหลัก ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆ อาจจะไม่ได้รับผลกระทบมาก ดังที่เราอาจจะสังเกตได้รอบนี้ว่ากลุ่ม semiconductors เช่นบริษัท TSMC ซึ่งเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในตลาดไต้หวันนั้น มีราคาปรับร่วงลงถึงเกือบ 20% ในเดือนที่ผ่านมาภายหลังจากที่สหรัฐฯ สั่งให้บริษัทสหรัฐฯ หยุดทำธุรกิจกับบริษัท Huawei ของจีน บนข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ เป็นต้น

          สิ่งที่ดิฉันกังวลเป็นเรื่องของการปรับตัวของบริษัทต่างๆ มากกว่า เมื่อพิจารณาจากดัชนีที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้สภาวะทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตและบริการ (Purchasing Manager Index) พบว่าธุรกิจทั่วโลกโดยเฉพาะในกลุ่มภาคการผลิตในปัจจุบันนับได้ว่ามีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด กลุ่มผู้ผลิตเหล่านี้ยังคงตระหนักถึงการประกาศ Trade war อย่างฉับพลันของทรัมป์ตลอดจนผลกระทบในวงกว้างของการประกาศครั้งนั้นไปแทบทุกแห่ง ซึ่งภาพดังกล่าวได้เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วนี้เอง ข่าวของการกลับมาของ Trade war อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทต่างๆ ตัดสินใจชะลอการลงทุน ชะลอการจ้างงาน และหยุดลงทุนการแบบฉับพลันจนอาจเกิดผลกระทบลูกโซ่กับกลุ่มธุรกิจที่เป็นต้นน้ำ วัตถุดิบและตลาดแรงงานในแต่ละประเทศได้อย่างรวดเร็ว

          เราอาจยังไม่ได้เห็นการสะดุดลงในภาคการจับจ่ายใช้สอยหรือการอุปโภคบริโภคนั้น แต่หากการขึ้นกำแพงภาษียังคงเป็นอาวุธหนึ่งแห่งสงครามการค้าของสองชาติมหาอำนาจแล้ว เราคงจะได้เห็นการปรับขึ้นราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคโดยรวมได้ในไม่ช้า ในขณะที่ความเสี่ยงทั่วโลกทั้งที่ทราบว่าคืออะไรแต่ไม่ทราบว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร (known unknowns) และความเสี่ยงที่ไม่ทราบว่าคืออะไรและไม่ทราบว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร (unknown unknowns) อาจเป็นช่วงเวลาอันดีที่เราจะทบทวนระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของตัวเอง พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงในการลงทุนอีกครั้ง เพื่อที่เราจะยังมองที่พอร์ตการลงทุนของตัวเองและยังยิ้มได้ในวันที่ความเสี่ยงเหล่านั้นเดินเข้ามาหน้าประตู

          ดิฉันขอเอาใจช่วยนักลงทุนทุกท่านค่ะ  โอกาสมักจะเข้ามาพร้อมกับวิกฤติอยู่เสมอแค่เราต้องหามันให้เจอเท่านั้นเอง

 

โดย  คุณนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส
        รองกรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน สายการลงทุน
        บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด