ความรู้เรื่องการลงทุนพื้นฐาน

กองทุนรวมคืออะไร
กองทุนรวม คือ โครงการลงทุนที่ระดมเงินทุนจากผู้ลงทุนหลายๆ รายมารวมกันให้เป็นเงินก้อนใหญ่ เพื่อนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ ตราสารทางการเงิน เงินฝาก และทรัพย์สินต่างๆ เช่น หุ้นสามัญ พันธบัตร หุ้นกู้ บัตรเงินฝาก ใบสำคัญแสดงสิทธิ อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนโดยมีบริษัทจัดการเป็นผู้จัด ตั้งและบริหารกองทุนรวมให้ได้ผลตอบแทน แล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้กับผู้ลงทุนแต่ละรายตามสัดส่วนที่ลงทุนไว้ ซึ่งผู้ลงทุนอาจจะติดขัดด้วยอุปสรรคหลายประการที่ทำให้การลงทุนด้วยตนเองไม่ สามารถได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ เช่น
  • มีทุนทรัพย์จำนวนจำกัดไม่สามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเภทได้มากพอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน
  • ไม่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญในการลงทุน
  • ไม่มีเวลาจะศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจการลงทุน กองทุนรวม จึงเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีสุด ภายใต้กรอบความเสี่ยง ที่ผู้ลงทุนยอมรับได้
 
สรุป .. ความน่าสนใจและจุดเด่นของกองทุนรวม
  1. มีมืออาชีพมาบริหารเงินให้ ซึ่งมืออาชีพในที่นี้จะหมายถึง บริษัทหลักทรัพย์จัดการ กองทุนรวม (บลจ.) หรือบริษัทจัดการที่มีผู้จัดการกองทุน (Fund Manager) ซึ่งเป็น ผู้ที่มีความรู้ ความชำนาญ และประสบการณ์ในการลงทุน และที่สำคัญ ต้องได้รับการอบรม และผ่านการทดสอบตามเกณฑ์ที่ทางการกำหนดก่อนที่จะมาเป็นผู้จัดการกองทุน หรือผู้บริหารเงินกองทุนให้เป็นตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของ กองทุนรวมนั้นๆ
  2. มีการกระจายความเสี่ยง โดยผู้จัดการกองทุนจะนำเงินที่รวมกันได้ก้อนใหญ่ไปลงทุน ในตราสารทางการเงินหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก หุ้นสามัญ พันธบัตร หุ้นกู้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ตามที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุน ("หนังสือชี้ชวน") ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์เพียงตัวเดียว
  3. มีสภาพคล่อง โดยผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถขายหน่วยลงทุนออกได้เมื่อต้องการเงินสด หรืออีกนัยหนึ่ง สามารถจะรับเงินที่ลงทุนไปแล้วกลับคืนมาด้วยการขายหน่วยลงทุนคืน (ไถ่ถอน) หรือนำไปขายเปลี่ยนมือในตลาดหลักทรัพย์ก็ได้
  4. มีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย เนื่องจากกองทุนรวมแต่ละกองทุนจะมีนโยบาย การลงทุนเฉพาะตัวแตกต่างกันไปซึ่งผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถเลือกนโยบาย ให้เหมาะสมกับตัวเองได้ ดังนั้นสิ่งจำเป็นก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมคือ การสำรวจตัวเอง ทั้งในเรื่องวัตถุประสงค์ ฐานะการเงิน ระยะเวลาในการใช้เงิน เพื่อการตัดสินใจลงทุนที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด
  5. มีความสะดวกสบาย ไม่ต้องติดต่อซื้อขายหลักทรัพย์หรือติดตามความเคลื่อนไหว ของราคาหลักทรัพย์แต่ละตัวให้เสียเวลา เพราะผู้จัดการกองทุนรวมจะทำหน้าที่ เป็นหูเป็นตาแทนให้ โดยจะทำหน้าที่วิเคราะห์ว่าจะซื้อ จะขาย จะลงทุนอะไรและเมื่อใด
  6. มีกลไกปกป้องผู้ลงทุน ซึ่งก็คือ มีหน่วยงานทางการ คือสำนักงานก.ล.ต. เป็นผู้กำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ลงทุนอย่างเราๆ ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการดำเนินธุรกิจอย่างไม่เป็นธรรม หรือไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ และจรรยาบรรณที่กำหนด
 
ที่มา:
เอกสารเผยแพร่ "คู่มือ RMF-LTF แฝดคู่สวย ช่วยประหยัดภาษี" จัดทำขึ้นภายใต้ "โครงการ ให้เงินทำงาน ผ่านกองทุนรวม" ซึ่งเป็นโครงการแห่งความร่วมมือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มูลนิธิกองทุนพัฒนา ระบบตลาดทุน และสมาคมบริษัทจัดการลงทุน รวมกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับกองทุนรวม
 
อายุกับการลงทุน
แนวทางการลงทุนแบบกลางๆ โดยอ้างอิงกับสมมติฐานในลักษณะของคนทั่วๆ ไป เกี่ยวกับปัจจัยและข้อจำกัด ในการลงทุนในแต่ละช่วงอายุของคนเรา มีดังต่อไปนี้ คือ
  • อายุ 21-30 ปี เป็นวัยที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน ยังไม่มีภาระต้องรับผิดชอบมากนัก และเป็นวัย ที่ยังมีเวลาและ มีกำลังใน การหารายได้อีกนาน ดังนั้นคนในช่วงวัยนี้จึงสามารถจัดสรรเงิน ไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงสูง ได้เกือบทั้งหมด เพราะอยู่ในวัยที่สามารถยอมรับ ความเสี่ยงได้มาก และหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ก็มีเวลามาก เพียงพอที่จะเรียนรู้ แก้ไขข้อผิดพลาดนั้น โดยอาจจะลงทุนในตราสารทุน เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้นได้ถึง 90% ส่วนอีก 10% ที่เหลือเก็บ ไว้ในรูปของเงินฝากและตราสารหนี้ เช่น พันธบัตร ตั๋วสัญญาใช้เงิน หุ้นกู้ หรือกองทุน รวมตราสารหนี้ เป็นต้น
  • อายุ 31-40 ปี เป็นวัยที่การงานเริ่มมั่นคง รายได้เพิ่มสูงขึ้น และในขณะเดียวกัน ก็มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มตามมา เป็นทวีคูณเพราะ อยู่ในช่วงที่กำลังสร้างครอบครัว แต่งงาน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ฯลฯ เมื่อมีภาระผูกพันที่ต้อง รับผิดชอบมาก และต่อเนื่อง ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ก็ลดน้อยลง การลงทุนของคนในวัยนี้จึง อาจจะต้องลด สัดส่วนการลงทุน ในตราสารทุนหรือหุ้นลงจาก 90% ให้เหลือเพียง 50% ของเงินออม แล้วไปเพิ่มสัดส่วน การลงทุนในตราสารหนี้ให้มากขึ้นใน จำนวนที่เท่าๆ กัน
  • อายุ 41-55 ปี เป็นวัยที่มีหน้าที่การงานมั่นคง มีรายได้สูง แต่ก็มีรายจ่ายที่สูงไม่แพ้กัน การลงทุนของคนในวัยนี้ ควรเลือกลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำ เริ่มเน้นความปลอดภัย ของเงินต้นเป็นหลัก เพื่อจะได้เก็บเงินส่วนหนึ่ง ไว้ใช้ในยามชรา แต่อย่างไรก็ดี ไม่ควรละเลยการลงทุนในตราสารทุนไปซะเลยทีเดียว เพียงแต่ต้องลดสัดส่วนลง เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มพูนผลตอบแทนให้งอกเงยนอกเหนือจากดอกเบี้ยและเงินปันผลนั่นเอง สัดส่วนที่เหมาะสม ในการลงทุนของคนในวัยนี้ คือ 70% ลงทุนในเงินฝากและตราสารหนี้ อีก 30% ลงทุนในตราสารทุน โดยอาจแบ่ง การลงทุนส่วนหนึ่งไปลงทุน ในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวเพื่อนำไปใช้ลด หย่อนภาษีด้วยก็ดี เนื่องจากคนในวัยนี้ ต้องแบกรับภาระภาษีค่อนข้างสูง อันเนื่องมาจากมีรายได้ที่สูงนั่นเอง
  • อายุ 55 ปีขึ้นไป เป็นวัยเกษียณที่แทบจะไม่มีรายได้แล้วสำหรับบางคน แต่ยังคงจับจ่ายใช้สอยอยู่เช่นเดิม แม้ค่าใช้จ่ายบางอย่างในชีวิตประจำวันจะเริ่มลดน้อยลง แต่กลับต้องสำรองค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล เพิ่มมากขึ้นตามวัยและ สุขภาพ ดังนั้น เงินออมเกือบทั้งหมดในชีวิตควรอยู่ในรูปของเงินฝากและตราสารหนี้ที่มี ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตร หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น จะเห็นได้ว่า หากพิจารณาการลงทุน จากข้อจำกัด หรือปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องโดยทั่วๆ ไป ดังที่กล่าวมาในข้างต้น ก็ไม่ผิดไป จากที่คุณผู้ถามได้ยินได้ฟังมา นั่นคือ คนหนุ่มสาวที่อายุยังน้อย สามารถจะลงทุนในตราสารทุน ที่มีความเสี่ยงได้ เป็นสัดส่วนที่สูง ส่วนคนที่มีอายุมากแล้ว การลงทุนควรจะจัดสรรไปลงทุน ในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำจะดีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่า ผู้ลงทุนจะปฏิบัติแตกต่างไป จากนี้ไม่ได้ เพราะถ้าหนุ่มสาว ท่านใดไม่ชื่นชอบความเสี่ยง การที่เขาจะไปลงทุนในหุ้น เป็นส่วนมาก ก็จะไม่สอดคล้องกับลักษณะและอุปนิสัยของตน ส่วนผู้ลงทุน ท่านใดที่แม้จะสูงวัย แต่มีทรัพย์สินสะสมไว้มากเพียงพอแล้วจะใจกล้าสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มาก นำเงินไปลงทุนในหุ้นก็คงไม่ผิดแปลกแต่อย่างใด ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจเลือกลงทุน อย่าลืมสำรวจความพร้อมของตัวเองให้ครบทุกๆ ด้าน แล้วนำมาประมวลผลดูว่า เงินออมที่มีอยู่นั้น ควรนำไปลงทุนในหลักทรัพย์ใดในสัดส่วนและจำนวนเท่าไหร่ เพื่อให้ได้ รับผลตอบแทนที่งอกเงย และไม่ผิดเพี้ยนไปจากเป้าหมายที่วางเอาไว้
 
ผู้ที่เกี่ยวข้องกับกองทุนรวม
โครงสร้างของกองทุนรวม ถูกกำหนดขึ้นเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน โดยประกอบด้วยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ต่าง ๆ และผู้กำกับดูแล ทั้งที่เป็นองค์กร ของภาคเอกชนและภาครัฐ ได้แก่
  • บริษัทจัดการ บริษัทจัดการต้องเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับ ใบอนุญาตจัดการลงทุนจากกระทรวงการคลังเท่านั้น บริษัทจัดการเป็นผู้กำหนดโครงการ กองทุนรวม นโยบายการลงทุนและวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอขออนุมัติ จากสำนักงาน ก.ล.ต. และต้องบริหารจัดการลงทุนตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนนั้น โดยเคร่งครัด ทั้งนี้ บริษัทจัดการจะแจ้งนโยบายการลงทุนและวัตถุประสงค์ ในการลงทุนให้ผู้ลงทุนทราบ ในหนังสือชี้ชวนเสนอขายหน่วยลงทุนที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ลงทุน และผู้ที่สนใจลงทุน ได้ศึกษาก่อนที่จะลงทุน
  • ผู้ดูแลผลประโยชน์ เป็นสถาบันการเงิน ที่มีคุณสมบัติตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนด และต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทจัดการ ผู้ดูแลผลประโยชน์ จะเป็นตัวแทนของผู้ถือหน่วยลงทุน ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ทั้งมวลของ ผู้ถือหน่วยลงทุน เช่น
    1. ดูแลให้บริษัทจัดการจัดการกองทุนให้เป็นไป ตามวัตถุประสงค์และนโยบายการลงทุนของโครงการลงทุน ที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และที่ได้จดแจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน
    2. ทำหน้าที่ชำระราคาค่าซื้อและรับชำระราคาจากการขายทรัพย์สิน
    3. เก็บรักษาทรัพย์สินทั้งหมดของกองทุนรวม
    4. สอบทานความถูกต้องของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม
    5. ดำเนินคดีฟ้องร้องแทนผู้ถือหน่วยลงทุนหากบริษัทจัดการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
  • ตัวแทนสนับสนุนการขายหน่วยลงทุน ปัจจุบันบุคคลที่จะทำหน้าที่เสนอขายหน่วยลงทุน ของกองทุนรวมได้ ต้องเป็น บุคคลที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. เท่านั้น ตัวแทนสนับสนุนขายหน่วยลงทุน ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และผ่านการทดสอบ ความรู้ในหลักสูตรการเป็นตัวแทนขายจากสถาบันที่สำนักงาน ก.ล.ต. เห็นชอบ ขึ้นทะเบียน รายชื่อกับสำนักงาน ก.ล.ต. ต้องปฏิบัติและทำหน้าที่ในการขายตามกรอบที่กฎหมายกำหนด เพื่อป้องกันการขายและการโฆษณาชวนเชื่อให้ผู้ลงทุนเข้าใจผิดในสาระสำคัญ ตัวแทน สนับสนุนขายหน่วยลงทุน หรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า ผู้ทำหน้าที่ขายหรือรับซื้อคืน หน่วยลงทุนกองทุนรวม
  • นายทะเบียนหน่วยลงทุน เป็นสถาบันการเงินที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ให้มีหน้าที่ดูแลทะเบียนรายชื่อผู้ ถือหน่วยลงทุน ตลอดจนสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน เช่น การจ่ายเงินปันผล และสิทธิประโยชน์ อื่น ๆ บริษัทจัดการอาจทำหน้าที่เป็นนายทะเบียน หน่วยลงทุน สำหรับกองทุนรวมภายใต้การจัดการของตนก็ได้
  • ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เป็นบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้สอบบัญชี และมีชื่อขึ้นทะเบียน ไว้กับสำนักงาน ก.ล.ต. ต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับบริษัทจัดการ มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของกองทุนรวม ตรวจสอบและให้ความเห็นชอบ งบการเงินของกองทุนให้ถูกต้องตามมาตรฐานบัญชี
  • สมาคมบริษัทจัดการลงทุน จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เป็นสมาคม ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักทรัพย์ จดทะเบียนสมาคมกับสำนักงาน ก.ล.ต. มีบริษัทจัดการที่ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ประเภทการจัดการกองทุนรวม การจัดการ กองทุนส่วนบุคคล และการจัดการกองทุนส่วนบุคคลที่เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นสมาชิก สมาคมมีหน้าที่กำหนดจรรยาบรรณ และวางมาตรฐานในการปฏิบัติ ให้บริษัทสมาชิกยึดถือ และปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกันทุกราย กำหนดบทลงโทษเมื่อบริษัทสมาชิกฝ่าฝืน และไม่ปฏิบัติตาม
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ( ก.ล.ต.) เป็นองค์กรของภาครัฐ ทำหน้าที่กำกับ ดูแลธุรกิจหลักทรัพย์ รวมถึงการจัดการลงทุน ออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือ ข้อกำหนดตามความในกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์
 
ความเสี่ยงของกองทุนรวม
ส่วนความเสี่ยงของกองทุนรวมแต่ละประเภทนั้น มีความเสี่ยงในทำนองเดียวกันกับตราสารหรือ หลักทรัพย์ ที่กองทุนรวมนั้น ๆ เน้นลงทุน เช่น กองทุนรวมตราสารทุนก็จะมีความเสี่ยงแบบเดียวกัน ความเสี่ยงของตราสารทุน กองทุนรวมตราสารหนี้ก็จะมีความสี่ยงแบบเดียวกับตราสารหนี้ เป็นต้น
 
ผลประโยชน์ของกองทุนรวม
  • ผลตอบแทนของกองทุน กองทุนรวมไม่รับประกันผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับ (ยกเว้นกรณีของกองทุนรวมมีประกัน) ผู้ลงทุนอาจจะได้รับผลตอบแทน หรือไม่ก็ได้ หรืออาจจะขาดทุนจากการขายหน่วยลงทุนก็ได้ เมื่อการลงทุนของกองทุนรวมมีกำไร ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้รับส่วนแบ่งกำไรในรูปของเงินปันผล (Dividend) (ในกรณีที่กองทุนรวมนั้นมีนโยบายที่จะจ่ายเงินปันผล) และมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่อหน่วย ที่เพิ่มขึ้นผู้ลงทุนก็จะได้รับ กำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุน (Capital Gain) เมื่อผู้ลงทุนนั้น ขายคืนหน่วยลงทุน
  • ภาษีของกองทุนรวม กองทุนรวมมีลักษณะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทจัดการ ผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่กองทุนรวมได้รับ จะได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี เช่น กองทุนรวมลงทุนในตราสารทุน ได้รับเงินปันผล และหรือ กำไรส่วนเกินทุน ไม่ต้องเสียภาษี กองทุนรวมลงทุนในตราสารหนี้ได้รับดอกเบี้ย ส่วนลดรับ และหรือ กำไรส่วนเกินทุน ก็ไม่ต้องเสียภาษีเช่นกัน เป็นต้น ส่วนผู้ถือหน่วยลงทุนในกองทุนรวมนั้น เมื่อได้รับเงินปันผล หรือกำไรส่วนเกินมูลค่าหน่วยลงทุน จะมีภาระภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ในลักษณะเช่นเดียวกันกับภาระภาษีจากการลงทุนในตราสารทุน ดังกล่าวไว้แล้วข้างต้น ทุกประการ เว้นแต่กรณีผู้ลงทุนซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและเลือกที่จะนำเงินปันผลที่ได้รับ จากกองทุนรวม ไปรวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษี ผู้ลงทุนจะไม่สามารถเครดิตภาษี เงินปันผลได้ และยังมีกองทุนพิเศษ คือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) และ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) ที่ผู้ลงทุน สามารถนำเงินลงทุนไปใช้ในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ด้วย
แหล่งที่มา: สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC)

ประเภทกองทุนรวม

ประเภทกองทุนรวม
กองทุนรวมแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
  1. กองทุนปิด (Closed-End fund) คือ กองทุนรวมประเภทที่ไม่รับซื้อคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด อายุโครงการ อย่างไรก็ดีผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถนำหน่วยลงทุนไปซื้อขายในตลาดรองที่ หน่วยลงทุนนั้นไปจดทะเบียนอยู่ แต่หากหน่วยลงทุนไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดรองใดๆ เลย บริษัทจัดการจะแต่งตั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์ให้ทำหน้าที่รับซื้อขาย หน่วยลงทุน (Market Maker) เพื่อเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ลงทุน
  2. กองทุนเปิด (Open-End fund) คือ กองทุนรวมประเภทที่เปิดให้มีการจำหน่าย หรือรับซื้อคืนหน่วยลงทุน ณ ที่ทำการของบริษัทจัดการ หรือโดยผ่านตัวแทน สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน ตามเวลาที่กำหนดไว้ในโครงการ เช่น เดือนละครั้ง สัปดาห์ละครั้ง หรือทุกวันทำการ เป็นต้น
 
นโยบายการลงทุน
โดยมีนโยบายการลงทุนหลักๆ อยู่ 11 นโยบาย
  1. กองทุนรวมตราสารแห่งทุน (Equity fund) เป็นกองทุนรวมที่นำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุน ในตราสารประเภทหุ้นทุน ดังนั้น จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยง ได้สูงเพื่อหวังผลให้ได้ผลตอบแทนมากๆ
  2. กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ (General fixed income fund) เป็นกองทุนรวมที่นำเงิน ไปลงทุนเฉพาะในตราสารแห่งหนี้ เช่น เงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงิน พันธบัตร หุ้นกู้ เป็นต้น โดยจะไม่นำเงินไปลงทุนในตราสารประเภทหุ้นทุนเลย ดังนั้น จึงเหมาะกับผู้ลงทุน ที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้น้อย
  3. กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะสั้น (Short-term fixed income fund) เป็นกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุน เฉพาะในตราสารแห่งหนี้ซึ่งมีอายุของตราสารแห่งหนี้ โดยรวมถัวเฉลี่ยทั้งหมดไม่เกิน 1 ปี ดังนั้น จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้น้อย และต้องการลงทุนในระยะสั้น
  4. กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้ระยะยาว (Long-term fixed income fund) เป็นกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนเฉพาะในตราสารแห่งหนี้ซึ่งมีอายุของตราสารแห่งนี้ โดยรวมถัวเฉลี่ยทั้งหมดเกินกว่า 1 ปี ดังนั้น จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่สามารถยอมรับ ความเสี่ยงได้น้อยและสามารถลงทุนได้ในระยะยาว
  5. กองทุนรวมตลาดเงิน (Money market fund)เป็นกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนเฉพาะ ในตราสารแห่งหนี้ที่มีกำหนดชำระเงินต้นเมื่อทวงถามหรือมีอายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี ดังนั้น จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะสั้นๆ ที่ยอมรับความเสี่ยงได้น้อย
  6. กองทุนรวมผสม (Balanced fund) เป็นกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนทั้งในตราสาร ประเภทหุ้นทุน และตราสารแห่งหนี้ โดยจะมีการกำหนดสัดส่วนการลงทุน ในตราสาร ทั้งสองประเภทไว้ ชัดเจนในโครงการ ดังนั้นจึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยง ได้ปานกลางและแสวงหาผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่ากองทุนรวมที่ลงทุน เฉพาะในตราสารแห่งหนี้
  7. กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น (Flexible portfolio fund) เป็นกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุน ทั้งในตราสารประเภทหุ้นทุนและตราสารแห่งหนี้ โดยไม่มีการกำหนดสัดส่วนการลงทุน ไว้อย่างชัดเจน ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดการ กองทุนรวมตามความเหมาะสมและ สภาวการณ์ในแต่ละขณะ ดังนั้น จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ปานกลาง และแสวงหาผลตอบแทนในระดับที่สูงกว่ากองทุนรวมที่ลงทุนเฉพาะในตราสารแห่งหนี้
  8. กองทุนรวมหน่วยลงทุน (Fund of funds) เป็นกองทุนรวมที่นำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุน ในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นๆ อีกทอดหนึ่ง ดังนั้น ความเสี่ยงและการคาดหวัง ในผลตอบแทนของกองทุนรวมนี้จะเป็นไปตามความเสี่ยงโดยเฉลี่ยทั้งหมด ของกองทุนรวมอื่นๆ ที่ไปลงทุนไว้
  9. กองทุนรวมใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant fund) เป็นกองทุนรวมที่นำเงินส่วนใหญ่ ไปลงทุนในใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นทุน หุ้นเพิ่มทุน หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน ของกองทุนรวม ดังนั้น จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้ในระดับที่สูงๆ และคาดหวังในผลตอบแทนมากๆ
  10. กองทุนรวมกลุ่มธุรกิจ (Sector fund) เป็นกองทุนรวมที่นำเงินส่วนใหญ่ไปลงทุน ในตราสารประเภทหุ้นทุนของบริษัทที่มีธุรกิจหลักประเภทเดียวกันตามที่ตลาด หลักทรัพย์ แห่งประเทศไทยกำหนด ดังนั้น จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงในระดับ ที่สูงกว่าการลงทุนในกองทุนรวมตราสารแห่งทุน
  11. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property fund)เป็นกองทุนรวม ที่นำเงินไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้น จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่สามารถยอมรับ ความเสี่ยงได้ในระดับที่สูงๆ และสามารถลงทุนได้ในระยะยาว ด้วยกองทุนรวมเป็นเสมือนหนึ่งเครื่องมือในการลงทุนของผู้ลงทุน ดังนั้น จึงต้องมีความหลากหลายเพื่อให้มีความเหมาะสมกับแต่ละลักษณะของผู้ลงทุน โดยทั่วไปกองทุนรวมสามารถแบ่งออกได้ ดังนี้
 
กองทุนรวมประเภทพิเศษ
  1. กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ คือ กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม การออม และการลงทุน ของบุคคล เพื่อเตรียมความพร้อมไว้สำหรับการเกษียณอายุที่มีคุณภาพ ผู้ลงทุนในกองทุนรวม เพื่อการเลี้ยงชีพ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากกว่า การลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป เพราะเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ไม่เกินปีละ 300,000 บาท ทั้งนี้ ให้นับรวมเงินลงทุนใน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ แล้วแต่กรณี ผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์จากการประหยัดภาษีเงินได้ทันที ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มลงทุน
  2. กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund : LTF) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยทางการ สนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วน ผู้ลงทุนสถาบัน (ซึ่งก็คือ กองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การเพิ่มผู้ลงทุนสถาบันดังกล่าว จะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ที่เป็นบุคคลธรรมดาจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุน
  3. กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (Foreign Investment Fund : FIF) กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ คือ กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินที่ ได้จากการจำหน่ายหน่วยลงทุนในประเทศไปลงทุนในต่างประเทศ โดยธนาคาร แห่งประเทศไทยได้พิจารณาอนุญาต ให้มีการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้ ในวงเงินจำกัดในแต่ละปี กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ จึงนับเป็นช่องทางเพียง ช่องเดียวที่ผู้ลงทุนไทยจะสามารถกระจายเงินลงทุนของตนให้กว้างขวางขึ้น และเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนบริษัทจัดการที่สามารถจัดตั้งกองทุนรวม ที่ลงทุนในต่างประเทศ ต้องมีคุณสมบัติตามที่สำนักงาน ก.ล.ต. เห็นชอบบริษัทจัดการอาจให้ผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการ กองทุนรวมได้ เนื่องจากการลงทุนในต่างประเทศต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ในเรื่องดังกล่าวในการจัดการลงทุน นโยบายการลงทุนของ กองทุนรวมที่ลงทุน ในต่างประเทศ อาจเป็นแบบใดแบบหนึ่งในมาตรฐาน 10 แบบของสำนักงาน ก.ล.ต. ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งมีความเสี่ยงและผลตอบแทนในระดับ ที่แตกต่างกัน ผู้ลงทุนต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนการลงทุน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุของ ผู้ลงทุน การยอมรับความเสี่ยง และการคาดหวังผลตอบแทน กองทุนรวมที่ ลงทุนในต่างประเทศ ต้องลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่น หรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นตามที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด กล่าวคือ
    • ต้องนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศทั้งจำนวน เว้นแต่เป็นกรณีเงินฝาก ในประเทศ เพื่อสำรองเงินไว้สำหรับการดำเนินงานของกองทุน รอการลงทุน รักษาสภาพคล่องของกองทุน เป็นต้น
    • ต้องลงทุนในประเทศที่มีหน่วยงานกำกับดูแลด้านหลักทรัพย์ และตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ ที่เป็นสมาชิกสามัญของ International Organization of Securities Commissions (IOSCO) หรือในประเทศที่มีตลาดซื้อขายหลักทรัพย์เป็นสมาชิกของ Federation International des Bourses de Valeurs (FIBV)
    • ผู้ออกหลักทรัพย์หรือตราสารการเงินอื่นใดและผู้รับฝากเงิน ต้องเป็นบุคคลที่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายของประเทศ ที่มีหน่วยงานกำกับดูแลด้านหลักทรัพย์และตลาดซื้อขาย หลักทรัพย์เป็นสมาชิกสามัญของ IOSCO หรือของประเทศที่มี ตลาดซื้อขายหลักทรัพย์เป็นสมาชิกของ FIBV
    • การลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหุ้น หุ้นนั้นต้องมีการซื้อขายใน Organized markets ของประเทศ นั้น ๆ (ตลาดซื้อขายหลักทรัพย์หรือศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ที่ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานที่กำกับดูแลด้าน หลักทรัพย์และตลาดซื้อขายหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกสามัญของ IOSCO หรือในตลาดซื้อขายหลักทรัพย์เป็นสมาชิกของ FIBV
    บริษัทจัดการต้องยื่นคำขอต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อขอให้พิจารณารับหน่วยลงทุนของ กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนภายใน 15 วันนับตั้งแต่วันถัดจากวันจดทะเบียนกองทุน หากตลาดหลักทรัพย์สั่งไม่รับหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ บริษัทจัดการต้องดำเนินการเพื่อยกเลิกกองทุน
  4. กองทุนรวมมีประกัน (Guarantee fund) กองทุนรวมมีประกัน คือ กองทุนรวมที่บริษัทจัดการจัดให้มีสถาบันการเงิน เป็นผู้ประกันต่อผู้ถือหน่วยลงทุนว่า จะจ่ายเงินลงทุน หรือเงินลงทุนและผลตอบแทน ตามจำนวนเงินที่ประกันไว้ (อาจจะเป็นบางส่วนหรือทั้งหมด) ให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน เมื่อถือหน่วยลงทุนครบอายุตามระยะเวลาประกันที่กำหนด วัตถุประสงค์ ของการจัดให้มีกองทุนรวมมีประกัน ก็เพื่อที่จะทำให้ผู้ลงทุนมีความมั่นใจว่า เงินลงทุนของตนจะไม่สูญ นโยบายการลงทุนของกองทุนรวมมีประกัน การลงทุนอาจเป็นแบบใดแบบหนึ่งในมาตรฐาน 10 แบบตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ลงทุนต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนการลงทุน สถาบันการเงินที่เป็นผู้ประกันของ กองทุนรวมมีประกัน ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
    • เป็นธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น หรือธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุนตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ทั้งนี้ ผู้ประกันดังกล่าว จะต้องสามารถดำรงเงินกองทุนและกันเงินสำรองได้ตามหลักเกณฑ์ ของกฎหมายที่ควบคุมการประกอบธุรกิจนั้น
    • เป็นธนาคารต่างประเทศที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในสี่อันดับแรกจากสถาบันการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ที่ได้รับการยอมรับจากสำนักงาน ก.ล.ต.
แหล่งที่มาของข้อมูล: สมาคมบริษัทจัดการลงทุน

ความรู้เรื่องภาษีอากร

ภาษีอากร หมายถึง สิ่งที่รัฐบาลบังคับจัดเก็บจากราษฎร เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม โดยมิได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษี ภาษีอากรมีลักษณะเป็นการบังคับเก็บ ประชาชนทุกคนเป็นผู้รับผิดชอบในการเสียภาษี วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินภาษีคือ นำไปใช้เพื่อสาธารณะหรือสังคมโดยรวม
วัตถุประสงค์ของการจัดเก็บภาษี
  1. เพื่อหารายได้ให้เพียงพอมาใช้จ่ายในกิจการของรัฐบาล
  2. เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการกระจายรายได้
  3. เพื่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
  4. เพื่อสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ
  5. เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
 
กองทุนรวมกับสิทธิการลดหย่อนภาษี
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF)
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ คือ กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริม การออม และการลงทุนของบุคคล เพื่อเตรียมความพร้อมไว้สำหรับการเกษียณอายุที่มีคุณภาพ ผู้ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่มากกว่าการลงทุน ในกองทุนรวมทั่วไป เพราะเงินลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพได้รับการยกเว้น ภาษีเงินได้ไม่เกินปีละ 500,000 บาท ทั้งนี้ ให้นับรวมเงินลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ แล้วแต่กรณีผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์จากการประหยัด ภาษีเงินได้ทันที ตั้งแต่ปีแรกที่เริ่มลงทุน
 
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ เหมาะสำหรับใคร?
  1. ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ซึ่งแต่เดิมมาขาดโอกาสสะสมเงินลงทุนแบบปลอดภาษี เพราะไม่มีระบบ บำเหน็จบำนาญรองรับ
  2. ลูกจ้างที่นายจ้างยังไม่พร้อมที่จะจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถ สะสมเงินลงทุนเพื่อวัยเกษียณได้
  3. ลูกจ้างหรือข้าราชการที่อยู่ในระบบบำเหน็จบำนาญอยู่ แล้ว และประสงค์ที่จะลงทุนมากกว่าเดิม เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้เต็มวงเงิน 500,000 บาท ตามที่รัฐบาลให้การสนับสนุนและส่งเสริม
 
เงื่อนไขการลงทุนเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้แก่
  1. เงินลงทุน มาจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร
  2. ผู้ลงทุนที่มีเงินได้ต้องลงทุนแบบผูกพัน คือ ลงทุนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง แต่เมื่อมีความจำเป็นอาจระงับการลงทุนได้ไม่เกินหนึ่งปีติดต่อกัน แต่หากผู้ลงทุนไม่มีเงินได้ในปีใดหรือหลายปีติดต่อกัน ผู้ลงทุนสามารถว่างเว้นการลงทุนได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไข การลงทุนและเมื่อมีเงินได้ก็ให้ลงทุนต่อไป โดยนับอายุการลงทุนตั้งแต่ปีแรกที่ลงทุน
  3. เงินลงทุนขั้นต่ำ ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละสามของรายได้ หรือไม่น้อยกว่าห้าพันบาทต่อปีอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีจำนวนเงินต่ำกว่า ในการคำนวณรวมเงินลงทุนขั้นต่ำให้รวมเงินลงทุนในทุก ๆ กองทุนที่ลงทุนในปีนั้น ๆ
  4. เงินลงทุนขั้นสูง ต้องไม่เกินร้อยละสิบห้าของเงินได้ แต่ต้องไม่เกินสามแสนบาทต่อปีในการคำนวณรวมเงินลงทุนขั้นสูง ให้รวมเงินลงทุนใน ทุก ๆ กองทุนที่ลงทุนในปีนั้น ๆ
  5. กองทุนไม่จ่ายเงินปันผล
  6. ห้าม นำหน่วยลงทุนของกองทุนไป จำหน่ายจ่ายโอน หรือ นำไปเป็นประกัน
  7. หากขายคืนหน่วยลงทุนก่อนกำหนด ที่ผู้ลงทุนจะมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และถือหน่วยลงทุนมาน้อยกว่าห้าปี ผู้ลงทุนต้องนำเงินสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับ ในช่วงห้าปีปฏิทินล่าสุดไปคืนกรมสรรพากร และนำเงินกำไรส่วนเกินทุนที่เกิดจากการขายคืนหน่วยลงทุนนั้น ไปคำนวณรวมเป็นรายได้เพื่อเสียภาษีเงินได้ในปีที่มีการขายคืนหน่วยลงทุนนั้น
 
นโยบายการลงทุนของกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
การลงทุนอาจเป็นแบบใดแบบหนึ่งในมาตรฐาน 10 แบบของสำนักงาน ก.ล.ต. ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ่งมีความเสี่ยงและผลตอบแทนในระดับที่แตกต่างกัน ผู้ลงทุนต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนการลงทุน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ลงทุน การยอมรับความเสี่ยง และการคาดหวังผลตอบแทน
 
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (Long Term Equity Fund: LTF)
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว เป็นกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้น โดยทางการ สนับสนุนให้จัดตั้งขึ้นเพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ลงทุนสถาบัน (ซึ่งก็คือ กองทุนรวม) ที่จะลงทุนระยะยาวในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การเพิ่มผู้ลงทุน สถาบันดังกล่าวจะช่วยให้ตลาดทุนไทยมีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ที่เป็นบุคคลธรรมดา จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจในการลงทุน
 
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว เหมาะสำหรับใคร ?
กองทุนรวมหุ้นระยะยาวเหมาะสำหรับคนทุกกลุ่มที่ต้องการลงทุนในหุ้นระยะยาว แต่อาจไม่มีความชำนาญเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น หรือไม่มีเวลา จึงลงทุนผ่านกองทุนรวม ทั้งนี้ ผู้ลงทุนจะต้องเข้าใจและยอมรับความเสี่ยงจากการลงทุน และเงื่อนไขเกี่ยวกับ ระยะเวลาในการลงทุนได้
 
เงื่อนไขการลงทุนเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ได้แก่
  1. เงินลงทุน มาจากเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร
  2. เมื่อผู้ลงทุนซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาวแล้ว ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปีปฏิทิน
  3. สามารถลงทุนได้สูงสุด 15% ของเงินได้ในแต่ละปี แต่ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน500,000 บาท
  4. หากมีการขายคืนหน่วยลงทุนก่อนครบกำหนด 5 ปีปฏิทิน ถือว่าผิดเงื่อนไขการลงทุน จะต้องคืนเงินภาษีที่ได้รับยกเว้นไป พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน โดยนับตั้งแต่เดือนเมษายน ของปีที่ผู้ลงทุนยื่นขอยกเว้นภาษี จนถึงเดือนที่มีการยื่นคืนเงินภาษี นอกจากนั้นต้องจ่ายภาษีของกำไรส่วนเกินทุน (capital gain) โดยถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ของเงินกำไรที่ได้รับ และยังต้องนำกำไรที่ได้รับจากการขายคืนหน่วยลงทุนไปรวมเป็นเงินได้ เพื่อเสียภาษีตอนปลายปีอีกด้วย
 
นโยบายการลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว
กองทุนมีนโยบายการลงทุนแบบเดียว คือ ลงทุนในหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยอาจเน้นลงทุน ในหุ้นกลุ่ม SET 50 หุ้นตามกลุ่มอุตสาหกรรม หรือลงทุนในหุ้นตามที่บริษัทจัดการเห็นควรก็ได้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดนโยบายการลงทุนของกองทุนรวมหุ้นระยะยาวแต่ละกอง
 
ตารางการคำนวณภาษี http://www.scbam.com/brochure/funds-tax54I.xls
 

รอบรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์

รู้จักกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า "กอง 1" เป็น กองทุนรวมซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้ประจำ ในรูปค่าเช่า เช่น อาคารสำนักงาน เซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ เป็นต้น โดยรายได้ที่เกิดขึ้นจากอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปให้ผู้ลงทุน ในรูปเงินปันผล โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลประโยชน์ในรูปของ
  • เงินปันผลจากรายได้ที่เกิดจากการดำเนินงานของอสังหาริมทรัพย์นั้น
  • capital gain ที่อาจเกิดขึ้นจากการขายหน่วยลงทุนในตลาดหลักทรัพย์
ใครเป็นผู้จัดตั้งและจัดการกอง 1
  • บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) เป็นผู้จัดตั้ง และรับผิดชอบดำเนินการบริหารอสังหาริมทรัพย์ของกองทุนรวม
  • บลจ.สามารถแต่งตั้งผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์ที่มี ความรู้แลประสบการณ์ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาดำเนินการบริหารอสังหาริม ทรัพย์ของกองทุนรวมได้
  • ผู้ดูแลผลประโยชน์จะเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินของกองทุนรวม ตลอดจนตรวจ ตราสภาพอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทรัพย์สินของกองทุนอยู่ในสภาพดี
ลักษณะของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์
  • เป็นกองทุนปิดและต้องจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
  • มีเงินลงทุนของโครงการไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท
  • กองทุนรวมอาจจัดตั้งใน 2 รูปแบบ
    • รูปแบบแรก กองทุนรวมที่ระบุอสังหาริมทรัพย์ที่จะลงทุนอย่างชัดเจน หรือ
    • รูปแบบสอง กองทุนรวมที่ระบุเพียงประเภทอสังหาริมทรัพย์และทำเลที่ตั้ง
  • ต้องมีรายได้ประจำจากการให้บุคคลอื่นใช้อสังหาริมทรัพย์ของกองทุนรวมไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของรายได้ทั้งหมดของ กองทุนรวม
  • ต้องจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของ กำไรรสุทธิประจำปี
ข้อกำหนดในการลงทุน
โดยที่รายได้และผลตอบแทนของกอง 1 ขึ้นอยู่กับอสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนเป็นสำคัญ ข้อกำหนดในการลงทุนของกอง 1 จึงค่อนข้างเข้มงวดเพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนของผู้ลงทุน ดังนี้
  • อสังหาริมทรัพย์ต้องตั้งอยู่ในประเทศไทย
  • มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน
  • ต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้ว หรือถ้ายังสร้างไม่เสร็จ ต้องก่อสร้างไปแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าโครงสร้างอาคาร
  • ต้องลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของ NAV
  • การซื้อหรือเช่าอสังหาริมทรัพย์จะต้องอิงราคาประเมิน
  • มีข้อกำหนดอื่นๆ เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของผู้ลงทุน เช่น ต้องไม่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มี ข้อพิพาท ต้องจัดให้มีการประกันวินาศภัย เป็นต้น
การประเมินค่าทรัพย์สิน
เนื่องจากทรัพย์สินหลักของกอง 1 เป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมิได้มีราคาตลาดทุกวันเหมือนตราสารการเงิน ดังนั้น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันมากที่สุดเพื่อใช้ในการตัดสินใจลง ทุน และทราบถึงมูลค่าทรัพย์สินของกอง 1 จึงมีข้อกำหนดให้
  • ในการซื้อหรือขายอสังหาริมทรัพย์ บริษัทจัดการจะต้องจัดให้มี การประเมินค่าทรัพย์สินโดยผู้ประเมินค่าทรัพย์สินที่อยู่ในบัญชี รายชื่อที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. และเปิดเผยให้ผู้ลงทุนทราบ
  • บริษัทจัดการต้องจัดให้มีการประเมินค่าทรัพย์สินโดยผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน ซึ่งต้องประเมินใหม่ทุก 2 ปี และสอบทานทุกปี
การประเมินค่าทรัพย์สิน
กอง 1 จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูล การเสนอขายหน่วยลงทุน การลงทุนในทรัพย์สินและสารสนเทศต่างๆ ต่อผู้ลงทุนดังนี้
  • หนังสือชี้ชวน และรายละเอียดโครงการ
  • สรุปข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการลงทุนในทรัพย์สิน เช่น ราคาที่ซื้อ หรือเช่าอสังหาริมทรัพย์ ราคาประเมิน เป็นต้น
  • งบการเงิน
  • รายงานประจำปีซึ่งต้องแสดงรายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ สภาวะของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และแนวโน้ม อัตราส่วนค่าใช้จ่ายรวมต่อสินทรัพย์รวม และความเห็นของผู้ดูแลผลประโยชน์ เกี่ยวกับการดำเนินงานของกองทุนในรอบปี
คำนวณและประกาศ NAV
  • มีการคำนวณ NAV ปีละ 2 ครั้ง คือ วันทำการสุดท้ายของ มิ.ย. และ ธ.ค. และประกาศ NAV ภายใน 45 วัน
  • การคำนวณ NAV ของทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้ราคาประเมินของผู้ประเมิน
ความแตกต่างระหว่าง กอง 1 และบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
การลงทุน: กองทุน 1 มีนโยบายการลงทุนเฉพาะใน อสังหาริมทรัพย์ที่ก่อให้เกิดกระแสรายได้ ส่วนบริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ไม่ถูกจำกัดว่าจะต้องลงทุนหรือประกอบ ธุรกิจเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ดี บริษัทพัฒนา อสังหาริมทรัพย์มีข้อได้เปรียบในด้านการกระจายการลงทุน

การจ่ายเงินปันผล: กอง 1 ต้องจ่ายเงินปันผลอย่างน้อย ร้อยละ 90 ของกำไรสุทธิ ขณะที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จะขึ้นอยู่กับนโยบายการจ่ายเงินปันผล ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้

การก่อหนี้: กอง 1 ไม่สามารถก่อหนี้ได้ ขณะที่บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถก่อหนี้ได้

การจัดการและการเก็บรักษาทรัพย์สิน: กอง 1 มีผู้ดูแลผลประโยชน์ซึ่งเป็นบุคคลที่ 3 ทำหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สิน เช่น โฉนดที่ดิน สัญญาเช่าทรัพย์สิน เป็นต้น ตลอดจนดูแลตรวจสอบทรัพย์สิน และดูแลการบริหารจัดการกองทุนของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม
ผู้ลงทุนจะได้รับประโยชน์อย่างไรจากการลงทุนในกอง 1
  • สามารถลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีรายได้ ประจำผ่าน กองทุนรวม โดยผู้ลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับรายได้ประจำเหมือนกับการลงทุนในตราสารหนี้ อย่างไรก็ดี ผลตอบแทนของกอง 1 จะไม่แน่นอนตายตัวเหมือนตราสารหนี้ แต่อาจเปลี่ยนแปลงตามภาวการณ์แข่งขันในตลาดอสังหาริมทรัพย์และแนวโน้ม เศรษฐกิจ
  • เป็นทางเลือกหนึ่งในการกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
  • ผู้ลงทุนจะมีสภาพคล่องมากกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โดยตรง
ปัจจัยความเสี่ยงในการลงทุน
โดยที่กำไรหรือผลตอบแทนของกอง 1 ขึ้นอยู่กับสภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป ดังนั้น มูลค่าหน่วยลงทุนอาจจะลดลงหากมูลค่าทรัพย์สินของกอง 1 ลดลง ตลอดจน กอง 1 อาจจะไม่จ่ายเงินปันผลหาก กอง 1 มีผลขาดทุนจากการดำเนินงาน
สิ่งที่ผู้ลงทุนควรทำก่อนที่จะลงทุน
  • ศึกษาข้อมูลโครงการกองทุนรวมและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้ลงทุนควรศึกษาหนังสือชี้ชวนอย่างละเอียดโดยศึกษา นโยบายการลงทุน รายละเอียดของอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนรวมจะลงทุน บริษัทจัดการ นโยบายการจ่ายเงินปันผล ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นอกจากนี้ผู้ลงทุนควรศึกษาถึงปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่อ ภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภาวะอัตรา ดอกเบี้ย วัฏจักรของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
  • ประเมินว่ากอง 1 เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนและความเสี่ยงที่ยอมรับได้หรือไม่ ทั้งนี้ กอง 1 อาจเหมาะสมกับผู้ลงทุนที่ต้องการรายได้ประจำที่ขึ้นอยู่กับภาวะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  • หากมีข้อสงสัย ผู้ลงทุนควรขอคำแนะนำจากตัวแทนขายก่อนที่จะตัดสินใจลงทุน
การซื้อขายหน่วยลงทุนของกอง 1
ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งราคาที่ซื้อขายกันอาจเป็น premium หรือdiscount จาก NAV ก็ได้
ข้อพึงตระหนักของผู้ลงทุน
  • โดยที่ทรัพย์สินหลักที่กอง 1 ลงทุนเป็นอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจเป็นอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว ดังนั้น กอง 1 จึงมีการกระจายการลงทุนน้อยกว่ากองทุนรวมทั่วไป ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาและทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงในการลงทุนก่อนตัดสินใจลง ทุน
  • การลงทุนในหน่วยลงทุนมิใช่การฝากเงิน และมีความเสี่ยงของการลงทุน ผู้ลงทุนอาจได้รับ เงินคืนมากกว่าหรือน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกก็ได้ นอกจากนี้กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นกองทุนรวม ที่มุ่งลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาว ผู้ลงทุนจึงควรตระหนักถึงความเสี่ยงและ ผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนในหน่วยลงทุน
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และ ตลาดหลักทรัพย์
 
จุดบริการ SCB
SCBAM Call Center
Real Time Ticker
SCBSET = Bt.
SET INDEX =
Change =
Get NAV
Get NAV
Get NAV
ตารางการคำนวณภาษี