อัศวินกองทุน รายงานภาวะตลาดประจำวันที่ 23 กุมภาพันธ์ – 2 มีนาคม 2561

23 กุมภาพันธ์ 2561

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งกับอัศวินกองทุนประจำสัปดาห์ เพื่อแจ้งข่าวสารการลงทุนพร้อมกลยุทธ์ดีๆให้ทราบกันเหมือนอย่างเช่นเคยครับ

สำหรับสัปดาห์นี้ คงมีใครหลายคนกำลังสงสัยว่าควรจะเอายังไงต่อดี ควรจะขายทำกำไรที่มี หรือลงทุนเพิ่มต่อไป เพราะว่ามีอะไรให้คิดเยอะเหลือเกินครับ เอาล่ะครับ เรามาเริ่มต้นกันที่กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นกันก่อนเลยดีกว่าครับ

 

         

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

~ตลาดหุ้นจีน A-Share  หลังจากตลาดปิดในช่วงเทศกาลตรุษจีน ทำให้ตลาดหุ้น Laggard มีการปรับตัวขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงหยุดยาว ซึ่งตรงนี้ถือว่ายังเป็นโอกาสที่เราจะเข้าซื้อเพื่อสะสมหุ้นในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นครับ

~ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจยังออกมาสูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องครับ นอกจากนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมามากมายในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นอีกปัจจัยซึ่งช่วยให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น ขณะที่นาย Jerome Powell มีความเห็นที่เป็นค่อนข้างกลางกับนโยบายการเงิน จึงคาดว่า FED จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป ดังนั้นตรงนี้ยังสามารถไปต่อได้ครับ ซึ่งเป็นโอกาสที่เราจะหาจังหวะซื้อหุ้นสหรัฐฯเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ครับ

~ตลาดหุ้นไทย จากเศรษฐกิจที่มีสัญญาณดีขึ้นในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวมาอย่างต่อเนื่องแบบนี้ ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐที่คาดว่าเม็ดเงินในปี 2561 จะสูงขึ้น รวมทั้งโครงการ EEC จะช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจและการลงทุนระยะถัดไป ของประเทศไทย ซึ่งข่าวดีทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะหาจังหวะซื้อหุ้นไทยเช่นเดียวกันครับ

~ตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากตลาดปรับตัวลง จากการที่ค่าเงินเยนแข็งค่า บวกกับความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าของตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลงมาในระดับที่น่าสนใจ ในขณะที่นโยบายการเงินของ BOJ ยังมีทิศทางผ่อนคลายต่อไป หลังจากนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสนับสนุนให้นาย Haruhiko Kuroda ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน BOJ อีกสมัยหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นอีกช่วงที่เราจะสามารถหาจังหวะซื้อหุ้นญี่ปุ่นเพิ่มได้ในตอนนี้เหมือนกันครับ

จะเห็นว่าโดยรวมแล้วตลาดหุ้นใน 4 กลุ่มนี้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่น่าสนใจในช่วงนี้ครับ ซึ่งจะเห็นว่าแนวโน้มของตลาดหุ้นในกลุ่มนี้จะมีการปรับตัวลงมาสักระยะหนึ่ง หรือไม่ก็มีโอกาสที่จะไปต่อได้อีก ดังนั้นควรจะพิจารณาและหาจังหวะเข้าซื้ออย่างเหมาะสมประกอบกันนะครับ

 

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

~ตราสารหนี้สหรัฐฯ ยังคงแนะนำให้เน้นลงทุนตราสารหนี้บริษัทเอกชนประเภท High Yield สหรัฐฯ จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่องครับ เพราะเป็นการสนับสนุนผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเน้นให้ลงทุนในตราสารระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบจากภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศ

~ตราสารหนี้ไทย เน้นลงทุนในหุ้นกู้เอกชน เพื่อเพิ่มผลตอบแทน เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีอัตราผลตอบแทนค่อนข้างต่ำ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อไทยยังคงต่ำกว่ากรอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรีบขึ้นดอกเบี้ยในตอนนี้ครับ

ส่วนของตราสารหนี้นั้นยังคงเป็นแบบนี้มาสักพักแล้วครับ ดังนั้นถ้าใครสะดวกใจอาจจะเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีการลงทุนในตราสารหนี้เหล่านี้ก็ได้ครับ เพื่อความสะดวกและประหยัดเวลาในการติดตามข่าวสารครับผม
 

#กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

~ทองคำ ทองคำยังคงเป็นการลงทุนเพื่อการกระจายความเสี่ยงอยู่ครับ เนื่องจากทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่มักปรับตัวขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นมีความผันผวนแบบนี้ แนะนำให้ทยอยสะสมทองคำเข้าพอร์ตไว้บ้างนะครับ

~น้ำมัน หลังจากราคาน้ำมันปรับตัวลงมามากกว่า 10% จากตัวเลขปริมาณสำรองน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดแล้ว และตัวเลขการผลิตน้ำมันจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตามความต้องการน้ำมันดิบที่เพิ่มสูงขึ้น และการลดกำลังการผลิตของกลุ่ม  OPEC จะเป็นปัจจัยหนุนต่อราคานำมันได้ในอนาคตครับ ดังนั้นผมแนะนำทยอยสะสมน้ำมันครับผม

สำหรับกลยุทธ์ในสัปดาห์นี้ ยังคงวนเวียนอยู่กับการทยอยสะสมตลาดหุ้นไทย สหรัฐฯ H-Share และ ญี่ปุ่นเพิ่มเติมเหมือนกับสัปดาห์ก่อนครับ เช่นเดียวกับตราสารหนี้ไทยที่แนะนำให้เพิ่มเติมในส่วนของหุ้นกู้เอกชนให้มากขึ้นนะครับ ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกนั้นยังคงทยอยสะสมได้อยู่ครับผม

อย่าลืมตรวจสอบและบริหารพอร์ตของท่านให้ตรงกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายการลงทุนด้วยนะครับ เลือกลงทุนในตลาดที่เรามีความรู้และความเข้าใจ ร่วมกับการจัดการพอร์ตอย่างเหมาะสม รับรองว่าผลตอบแทนในการลงทุนนั้นจะเป็นที่น่าพอใจอย่างแน่นอนครับ

แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้า สวัสดีครับ!

 

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 22 ก.พ. 2561 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง