อัศวินกองทุน รายงานภาวะตลาดประจำวันที่ 13-17 พฤศจิกายน 2560

13 พฤศจิกายน 2560

สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้วกับผม อัศวินกองทุน ผู้แนะนำกลยุทธ์ในการลงทุนและสาระที่คุณควรรู้มาฝากกันกับคอลัมน์ Weekly Outlook ประจำสัปดาห์ในเวลาเดิมครับผม

สำหรับสัปดาห์นี้มีเรื่องราวต่างๆ น่าสนใจมากมายครับ เรามาเริ่มกันที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนดีกว่าครับ

#ภาพรวมของตลาด

เริ่มกันที่ตลาดหุ้นจีน A-share มีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เมื่อเทียบเป็นรายปี ประกาศปรับขึ้น 1.9% และ 6.9% ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นในการลงทุนครับ

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นอินเดียมีการปรับตัวลดลง จากการที่นักลงทุนเทขายหุ้นขนาดใหญ่ โดยหุ้นกลุ่มธนาคารมีการปรับตัวลงมากที่สุด ในขณะนี้นักลงทุนยังคงจับตามองผลการประชุมเรื่องนโยบายปฏิรูปภาษี (GST) ที่มีขึ้นในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ครับ

ย้อนกลับมาดูทางพี่ใหญ่อย่างทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ กันบ้าง ยังคงมีการปรับตัวสูงขึ้นครับ หลังจากผลประกอบการสหรัฐฯ ที่ประกาศออกมาแข็งแกร่ง แต่อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในตอนนี้ยังได้รับแรงกดดันจากการที่สมาชิกในวุฒิสภาบางคนเสนอให้ชะลอมาตรการปรับลดภาษีไปจนถึงต้นปี 2019

กลับมาที่ฝั่งตลาดหุ้นยุโรปกันบ้างครับ มีการปรับตัวลงเล็กน้อย หลังนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับผลประกอบการที่ต่ำกว่าคาดของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มค้าปลีก และธนาคาร ทำให้เกิดการเทขายออกมา

สุดท้ายมาดูกันที่สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ราคาทองคำมีการปรับตัวขึ้นเช่นกันครับ เนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์อ่อนค่าลง จากการที่นักลงทุนมีความกังวลว่านโยบายปฏิรูปภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์จะล่าช้าขึ้น ทำให้นักลงทุนหันมาถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นครับ

ส่วนทางราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 2 ปีหลังจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโอเปก มีการกวาดล้างคอรัปชันในชนชั้นสูง รวมถึงอ้างว่าเลบานอนได้ประกาศสงครามกับซาอุดิอาระเบีย ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองทั้งในประเทศและภูมิภาคตึงเครียดอย่างมากครับ

เอาล่ะครับ รู้ภาพรวมกันไปแล้ว เรามาดูกลยุทธ์การลงทุนกันต่อเลยครับ

 

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

ก่อนจะดูตลาดหุ้นในแต่ละกลุ่ม ผมอยากแนะนำให้มองที่ หุ้นกลุ่ม Global Infrastructure ก่อนครับ สำหรับกลุ่มนี้ผมแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นโครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศ เนื่องจากเป็นหุ้นกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนดีในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลง นอกจากนั้น ผมมองว่าหุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานมักมีความผันผวนน้อยกว่าตลาดโดยรวม จึงเป็นช่วงที่เหมาะในการทยอยสะสม เนื่องจากตลาดหุ้นอาจมีความผันผวนหลังจากนโยบายลดภาษีสหรัฐฯ ไม่เกิดขึ้นเร็วตามที่คาดไว้ครับ

ส่วนอีกกลุ่มคือ หุ้นตลาดเกิดใหม่เอเชีย แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นเกิดใหม่จากการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่องและการฟื้นตัวของสินค้าโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ คาดว่าตลาดได้ซึมซับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยและการลดงบดุลของทางเฟดไว้แล้วครับ ประกอบกับความล่าช้าของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ขาดปัจจัยสนับสนุนให้แข็งค่า ลดความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ไปครับ ดังนั้นกลุ่มนี้ยังคงน่าสนใจในสายตาผมเสมอครับ

เอาล่ะครับ มาต่อกันที่รายกลุ่มประเทศกันบ้างครับ...

~ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  ผมยังเหมือนเดิมครับ คือ แนะนำให้ซื้อหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากที่ผลประกอบการไตรมาสสามออกมาดีกว่าคาดซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตเศรษฐกิจสหรัฐฯ รวมถึงความคืบหน้าของการผ่านร่างนโยบายปฏิรูปภาษีในปีหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยการลดภาษีรายได้บุคคล และภาษีในภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนต่อไปครับ

~ตลาดหุ้นเกาหลี ผมแนะนำให้ซื้อหุ้นเกาหลีที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกและสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมุมมองผม มองว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่องจากกระแสการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของผู้บริโภคทั่วโลกครับ ดังนั้นน่าสนใจครับผม

~ตลาดหุ้นอินเดีย ผมยังคงแนะนำให้ซื้อหุ้นอินเดียอยู่นะครับ หลังจากรัฐบาลอินเดียจะอัดฉีดเงินทุนในธนาคารของรัฐบาล เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แก้ปัญหาหนี้เสีย และกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศให้เติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าการอัดฉีดเงินทุนจะช่วยให้ธนาคารสามารถปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจได้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนเอกชนและเพิ่มศักยภาพของการขยายตัวเศรษฐกิจในระยะยาว

~สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : โดยรวมแล้วตอนนี้ทั้งสหรัฐ เกาหลี และอินเดียยังคงน่าสนใจอยู่ครับ ซึ่งแนวทางยังคงอยู่ในทิศทางเดียวกันกับสัปดาห์ก่อนครับ

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

~ตราสารหนี้สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้นหลังจากธนาคารกลางของอังกฤษ (Bank of England) ทำการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีเพื่อลดความร้อนแรงของอัตราเงินเฟ้อในประเทศอังกฤษ ทั้งนี้  การลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวมีปัจจัยสนับสนุนมากขึ้น หลังจากนโยบายลดภาษีสหรัฐฯ มีแนวโน้มถูกเลื่อนออกไป โดยแนะนำให้นักลงทุนกระจายการลงทุนไปตราสารหนี้เอกชนต่างประเทศโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีขึ้นทั่วโลก

~ตราสารหนี้ไทย อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยส่วนใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ หลังจาก กนง. มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ทั้งนี้ ผลตอบแทนในตราสารหนี้ไทยปรับตัวลดลงต่ำกว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในหลายช่วงอายุ ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีโอกาสผันผวนมากขึ้น จึงคงคำแนะนำให้เลี่ยงการเพิ่มอายุการลงทุนของพอร์ตตราสารหนี้ และเพิ่มการลงทุนใน  ตราสารหนี้เอกชนต่างประเทศที่ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทย

~สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : แนะนำให้นักลงทุนแสวงหาทางเลือกการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศเนื่องจากให้อัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจกว่าตราสารหนี้ไทย

#กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

~ทองคำ ผมแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำต่อไปครับ เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายลดภาษีสหรัฐฯ ทำให้อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ มีแนวโน้มปรับตัวลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้การลงทุนทองคำมีความน่าสนใจมากขึ้น โดยถ้าหากซื้อเป็นกองทุนรวม อย่าลืมพิจารณากองทุนรวมทองคำที่ป้องกันความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทด้วยนะครับ

~น้ำมัน แนวโน้มที่ดียังมีต่อเนื่องครับ สำหรับสัปดาห์นี้ผมแนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมน้ำมัน เนื่องจากความเป็นไปได้ที่ OPEC จะยืดระยะเวลาการลดกำลังการผลิตในการประชุมรอบเดือนพฤศจิกายน และความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศซาอุดิอาระเบียและระหว่างซาอุฯ และเลบานอน เป็นปัจจัยสนับสนุนราคาน้ำมันในระยะสั้น ณ ตอนนี้ครับ

~สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : แนะนำให้ยังสะสมต่อไปครับสำหรับทองคำและน้ำมัน แนวโน้มน่าจะดีทั้งคู่ครับผม

สำหรับแผนการลงทุนในสัปดาห์นี้ ยังเน้นโฟกัสไปที่ สหรัฐฯ อินเดียและเกาหลี อยู่เหมือนเช่นเคยครับ โดยส่วนที่แนะนำเพิ่มคือส่วนของ Global Infrastructure และ ตลาดใหม่เอเชีย ครับ ซึ่งแนะนำให้หาข้อมูลประกอบเพิ่มเติม และจัดพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมประกอบกันครับผม

สุดท้ายนี้ อย่าลืมติตตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆกับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่ แล้วพบกันใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  9 พ.ย. 2560 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง