อัศวินกองทุน รายงานภาวะตลาดประจำวันที่ 11-15 กันยายน 2560

11 กันยายน 2560

สวัสดีครับ กลับมาพบกับคอลัมน์ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน คนนี้คนเดิมอีกแล้วครับผม

ว่ากันว่า การลงทุนก็เหมือนกับการใช้ชีวิต เพราะเราต้องกำหนดกลยุทธ์ในการจัดการให้สามารถก้าวไกลและไปได้ดีที่สุดครับ แต่สิ่งหนึ่งที่การลงทุนดีกว่าชีวิต ก็คือที่ปรึกษาดีๆ อย่างอัศวินกองทุนคนนี้นี่แหละครับผม ฮ่าๆ เกริ่นมาซะยาว เรามาเริ่มต้นกันที่ภาพรวมของตลาดกันก่อนเลยครับ

#ภาพรวมของตลาด

เริ่มต้นกันที่ 3 ตลาดหลัก อย่างสหรัฐฯ เกาหลีใต้ และฮ่องกง มีการปรับตัวลงหลังจากเกาหลีทำการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ซึ่งคาดการณ์ว่ามีอานุภาพร้ายแรงกว่าการทดลองครั้งก่อนถึง 10 เท่า! ซึ่งตรงนี้ทำให้หลายคนหวั่นใจว่าจะยังไงดี...เอาเป็นว่าจับตาดูสถานการณ์ตรงนี้ให้ดีก่อนครับผม

ส่วนทางตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวดีขึ้นหลังจากธนาคารกลางยุโรปมีมติคงอัตราดอกเบี้ยรวมถึงไม่ได้กล่าวถึงแผนที่จะเริ่มลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ และกล่าวว่าค่าเงินยูโรแข็งเป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางฯ เฝ้าดูอยู่ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีครับ

กลับมาที่พี่ใหญ่ประเทศพัฒนาอย่างตลาดหุ้นญี่ปุ่น มีการปรับตัวลงหลังจากเกาหลีเหนือทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ ทำให้นักลงทุนเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น เงินเยน ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่า แบบนี้มันจะกดดันหุ้นกลุ่มผู้ส่งออกอยู่หน่อยๆ เอาเป็นว่าค่อยๆ มองดูสถานการณ์ต่อไปครับ

ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการเข้าซื้อของนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองที่ดีขึ้น โดยเริ่มเห็นการกลับเข้ามาลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น หรือว่านี่คือจังหวะที่หุ้นไทยจะไปต่อกันแน่ หลายคนคงลุ้นกันแน่ๆ ใช่ไหมครับ

ส่วนทางฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกอย่าง ราคาน้ำมันมีการปรับตัวดีขึ้นจากเหตุการณ์พายุเฮอริเคนฮาร์วีย์ที่บริเวณชายฝั่งรัฐเท็กซัสเริ่มลดความแรงลง ทำให้โรงกลั่นเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตได้ ส่วนราคาทองคำก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจากทดลองระเบิดของเกาหลีเหนือ และค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงไปเช่นกันครับ

ดูๆ ไปเหมือนภาพรวมจะสดใส ทีนี้มาดูกันว่าเราจะปรับพอร์ทยังไงให้เหมาะสมกันกับการลงทุนในช่วงนี้กันดีกว่าครับ เริ่มต้นที่กลยุทธ์การลงทุนในตลาดทุนกันก่อนเลยดีกว่าครับ

 

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

~ตลาดหุ้นเกิดใหม่ คำแนะนำลงทุนในสัปดาห์นี้ของผมคือ สะสมหุ้นตลาดเกิดใหม่ เช่น ไทย จีน เพราะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการค้าโลกและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ฟื้นตัว รวมถึงหุ้นอินเดียที่คาดว่าเศรษฐกิจจะกลับมาขยายในระดับปกติที่ร้อยละ 6-7 ในอนาคตอันใกล้นี้อีกด้วยครับ หลังจากธุรกิจเริ่มปรับตัวกับภาษีระบบใหม่ได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริม คือ ความเสี่ยงของการลงทุนในตลาดหุ้นเกิดใหม่มีแนวโน้มลดลงหลังจากธนาคารกลางยุโรปยังไม่ส่งสัญญาณการลดมาตรการนโยบายการเงินผ่อนคลาย และคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจชะลอการลดขนาดงบดุลหรือขึ้นดอกเบี้ยออกไปเช่นกันเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายของรัฐเท็กซัสที่เกิดขึ้นจากความเสียหายจากพายุฮาร์วีย์ สรุปได้ว่าโดยรวมแล้วยังมีแง่ดีอีกมากมายที่จะลงทุน ดังนั้นจัดกลุ่มนี้ต่อกันเถอะครับ!!

~ตลาดหุ้นเกาหลี จากสถานการณ์ที่ผ่านมา ผมขอแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นเกาหลีไปก่อนครับ ทั้งความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจเพิ่มขึ้นหลังจากเกาหลีเหนือไม่มีท่าทีผ่อนปรนแม้ต่างชาติรวมถึงจีนจะออกมาตรการคว่ำบาตรทางการค้า นอกจากนี้ บริษัทจดทะเบียน ได้ประกาศผลประกอบการไตรมาสสองไปหมดแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นขาดปัจจัยหนุนให้ไปต่อแล้ว อยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ น่าจะสบายใจที่สุดครับ

~ตลาดหุ้นสหรัฐ แนะนำสะสมหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นปัจจัยสนับสนุนการบริโภคและรายได้บริษัทจดทะเบียน นอกจากนี้ ผมมองว่ายังมีความเป็นไปได้ที่สภาคองเกรสจะเพิ่มวงเงินใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการซ่อมแซมความเสียหายที่รัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มก่อสร้าง และผู้ผลิตวัสดุอีกต่างหากครับผม

~ตลาดหุ้นยุโรป ไปต่อครับ ยังไปต่ออยู่ ผมแนะนำให้สะสมหุ้นยุโรปหลังจากธนาคารกลางยุโรปยังคงมาตรการผ่อนคลายต่อไปและยังไม่ส่งสัญญาณถึงการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ ประกอบกับเศรษฐกิจมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้บริษัทจดทะเบียน และถ้าสามารถเลือกได้ ผมอยากให้ทยอยสะสมหุ้นยุโรปขนาดเล็กเนื่องจากรายได้ของบริษัทส่วนใหญ่มาจากการบริโภคในประเทศ จึงคาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากค่าเงินยูโรที่แข็งค่าครับผม

~ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ตอนนี้ยังคงแนะนำให้ชะลอการลงทุนตลาดหุ้นญี่ปุ่นจากแนวโน้มค่าเงินเยนแข็งค่าต่อเนื่องซึ่งเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นและการเร่งตัวของเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีที่ยังไม่คลี่คลาย จะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้มีความต้องการสำหรับเงินเยนซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้นครับ

~สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : ตลาดเกิดใหม่ยังสามารถสะสมได้ต่อครับ ได้ทั้งไทย จีน อินเดีย และทางฝั่งประเทศพัฒนาให้สะสมสหรัฐกับยุโรปต่อไปครับ ส่วนที่ต้องระวังคือเกาหลีกับญี่ปุ่นครับผม

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้
~
ตราสารหนี้สหรัฐฯ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวลงหลังนาย Stanley Fisher ผู้ทรงตำแหน่งสำคัญในธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกาศลาออก ซึ่งสถานการณ์นี้อาจส่งผลให้จำนวนคณะกรรมการที่ออกเสียงให้ขึ้นดอกเบี้ยลดลง เนื่องจากนาย Fisher มีความเห็นสนับสนุนให้ขึ้นดอกเบี้ย ทั้งนี้ในระยะถัดไปจับตาการประชุมสภาสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะหันมาพิจารณานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หลังความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้และการปิดหน่วยงานรัฐ (Government shutdown) ถูกเลื่อนออกไปอีก 3 เดือน ซึ่งการผ่านนโยบายเศรษฐกิจจะส่งผลให้ความคาดหวังเงินเฟ้อสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น เป็นปัจจัยลบต่อตราสารหนี้ การลงทุนในตราสารต่างประเทศระยะยาวจึงมีความเสี่ยงมากขึ้นครับ ดังนั้นระวังไว้ให้ดีครับผม

~ตราสารหนี้ไทย อัตราผลตอบแทนผลตอบแทนตราสารหนี้ไทยอายุ 1-3 ปี ปรับตัวลดต่อเนื่องตามผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ขณะที่ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ทั้งนี้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยช่วงอายุประมาณ 2 ปี เทียบพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลงมาสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2009 ทำให้มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยจะปรับตัวขึ้น จึงแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเช่นเดียวกันครับ

~สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : สำหรับตอนนี้ ผมอยากให้ระมัดระวังการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวทั้งตราสารหนี้ไทยและตราสารหนี้ต่างประเทศทั้งหมดครับ ถ้าจะลงทุนจริงๆ ก็ยังใช้สูตรเดิมครับ คือ เน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

#กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก
~
ทองคำ ผมแนะนำให้ชะลอการลงทุนในทองคำไปก่อนครับ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจแข็งค่าขึ้นจากปัจจัยสนับสนุน เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าการคาดการณ์ สะท้อนแนวโน้มการเร่งตัวที่ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี นอกจากนี้แล้วหลังจากเกิดเหตุการณ์พายุฮาร์วีย์เข้าถล่มรัฐเท็กซัส ได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ทำให้สภาคองเกรสมีความจำเป็นต้องเพิ่มวงเงินกู้ยืมของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อนำเงินมาใช้ในการซ่อมแซมบริเวณที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินดอลลาร์ และกดดันราคาทองคำอีกทอดหนึ่งครับ 

~น้ำมัน ยังไปต่อได้ครับ ผมแนะนำให้ทยอยซื้อสะสมน้ำมันหลังจากราคาปรับตัวลงจากจุดสูงสุดในเดือน ส.ค. กว่า 5% สะท้อนข่าวพายุเฮอริเคนฮาร์วีย์บริเวณชายฝั่งรัฐเท็กซัส ซึ่งทำให้โรงกลั่นขนาดใหญ่ต้องปิดลง กระทบต่อความต้องการน้ำมันดิบ อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าทางโรงกลั่นเองจะสามารถกลับมาดำเนินการผลิตได้อย่างรวดเร็วหลังจากพายุสงบครับ

~สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : สัปดาห์นี้ขอต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วครับ ทยอยสะสมน้ำมัน และชะลอการลงทุนในทองคำเหมือนเช่นเคยครับ

จะเห็นว่าสัปดาห์นี้พลิกกลับมาเป็นโอกาสของตลาดเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้วครับ แต่สำหรับตลาดพัฒนาก็ยังไปได้ต่อทั้งสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีครับ ติดอยู่ที่เกาหลีกับญี่ปุ่นเท่านั้นที่ต้องระวังครับผม ส่วนสินทรัพย์ทางเลือกก็ยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกับสัปดาห์ก่อน คือ น้ำมันยังสะสมได้ต่อ ส่วนทองคำยังคงชะลอต่อไปครับ

อย่างไรก็ตาม สำหรับการจัดพอร์ทต่างๆ นั้น ผมอยากแนะนำเพิ่มเติมในเรื่องของการพิจารณาความต้องการและความเสี่ยงด้วยครับ อย่าลืมเลือกลงทุนในตลาดที่เรารู้จักดี และเข้าใจความเสี่ยงในการลงทุนด้วยนะครับ ไม่งั้นอาจจะมีปัญหาได้ เดี๋ยวจะหาว่านายอัศวินกองทุนไม่เตือนครับผม ฮ่าๆ

โอเคครับผม สัปดาห์นี้ขอลาไปก่อน ขอให้ทุกคนมีกำไรดี และแฮปปี้ในการลงทุนกันนะคร้าบบบบ

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  7 ก.ย. 2560 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง