อัศวินกองทุน รายงานภาวะตลาดประจำวันที่ 11-14 ก.ค. 2560

11 กรกฎาคม 2560

สวัสดีครับ เจอกันเหมือนกันเช่นเคยกับ Weekly Outlook สรุปและอัพเดทกลยุทธ์การลงทุนประจำสัปดาห์ กับผม อัศวินกองทุน ผู้ที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณตลอดทุกช่วงการลงทุน ด้วยความรู้และข่าวสารที่ถูกต้องครับผม

เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ก่อนที่จะยาวไปกว่านี้ ภาพรวมการตลาดสัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงไปกว่าที่คาดการณ์ครับ

#ภาพรวมของตลาด
เริ่มกันที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลดลงต่อ จากตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ และการขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แบบนี้ท่าทีจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปครับ

ส่วนทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งเกิดมาจากรายงานประชุมของธนาคารกลางยุโรปมีการพูดถึงเรื่องการเพิ่มความเข้มงวดทางการเงิน ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์ของประธานธนาคารกลางยุโรปในอาทิตย์ก่อน ส่งผลให้เงินยูโรแข็งค่า และนักลงทุนกังวลต่อผลประกอบการกลุ่มบริษัทที่ทำการส่งออก นับว่าเป็นการปรับตัวลงในสัปดาห์ที่สองติดต่อกันแล้วล่ะครับ

ในทางกลับกัน ฝั่งตลาดหุ้นเอเชียบ้านเราอย่าง อินเดียก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากการเปลี่ยนนโยบายการเก็บภาษีเป็นระบบ GST (Goods and Services Tax) ได้มีการเริ่มใช้จริงในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งระบบภาษีใหม่ช่วยลดความยุ่งยากในการทำธุรกิจในประเทศอินเดียให้สะดวกขึ้น ทำให้นักลงทุนมองเห็นโอกาสบางอย่างหรือไม่ ต้องติดตามต่อไปครับ

ส่วนปู่ SET หรือตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง จากแรงขายทำกำไรจากหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ในขณะที่ กนง มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประเด็นนี้ยังน่าสนใจอยู่เหมือนกันครับว่าจะมีโอกาสไปต่อหรือเปล่า

สุดท้ายสินทรัพย์ทางเลือกอย่างราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังจากสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบที่ลดลง 6.3 ล้านบาเรล ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวลดลงมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

ทิศทางในสัปดาห์นี้มีการเปลี่ยนแปลงฉันท์ใด กลยุทธ์การลงทุนก็ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปฉันท์นั้น มาดูกันต่อเลยครับผม

 

 

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน
๏ตลาดหุ้นไทยและเกาหลี มาคู่กันเลยทีเดียว ช่วงนี้ผมแนะนำให้ซื้อสะสมหุ้นทั้งสองตลาดไปเลยครับ จากเหตุผลของแนวโน้มการค้าระหว่างประเทศฟื้นตัว ซึ่งทั้งสองประเทศมีสัดส่วนการส่งออกต่อ GDP ในระดับสูง นอกจากนี้ ไทยและเกาหลี มีการค้าเกินดุลและเงินสำรองระหว่างประเทศในระดับสูงอยู่ ผมคาดการณ์ว่าในไม่ช้านี้จะมีโอกาสไปต่อได้ครับ

๏ตลาดหุ้นจีน H-share และอินเดีย คู่ที่แล้วแนะนำให้สะสม ส่วนคู่นี้ขอแนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้น H-share เนื่องจากเป็นตลาดที่มีความผันผวนสูงกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ตอนนี้เราควรหยุดพักดูท่าทีกันต่อไปก่อนครับ ส่วนเหตุผลที่ให้ชะลอการลงทุนในตลาดอินเดียนั้น เนื่องจากมูลค่าพื้นฐานแพงและการเข้าซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับสูง ทำให้ความเสี่ยงขาลงมีมากหากนักลงทุนต่างชาติเทขายจากนโยบายการเงินตึงตัวในหลายประเทศครับ แม้ว่าจะดูเหมือนมีข่าวดี แต่อยากให้ดูท่าทีกันอีกสักพักก่อนครับ

๏ตลาดหุ้นยุโรป ท่าทีในตอนนี้ ผมคิดว่าควรชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปไปก่อน เนื่องจากตลาดได้คาดการณ์เศรษฐกิจที่ดีและเสถียรภาพทางการเมืองไว้มากแล้วครับ ใครที่สะสมไว้อาจจะต้องหยุดดูสถานการณ์ไปอีกสักระยะครับผม เพราะว่าตอนนี้ผลประกอบการณ์บริษัทมีความเสี่ยงจากเงินยูโรแข็งค่า นอกจากนี้ธนาคารกลางยุโรปและอังกฤษต่างออกมาส่งสัญญาณลดความผ่อนคลายของนโยบายการเงินทำให้ตลาดมีโอกาสเกิดความผันผวนได้ จึงไม่แนะนำให้สะสมเพิ่มในตอนนี้ครับ

๏ตลาดหุ้นสหรัฐฯ สำหรับตลาดนี้ ผมยังแนะนำให้สะสมหุ้นสหรัฐฯต่อไปครับ โดยอาศัยมุมมองจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าตั้งแต่ช่วงต้นปีเป็นปัจจัยสนับสนุนผลประกอบการบริษัทให้สูงขึ้นครับ

๏ตลาดหุ้นญี่ปุ่น จัดต่อไปอย่าหยุดยั้งครับ กับการสะสมหุ้นญี่ปุ่น หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น ช่วยให้เงินเยนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยทางบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่นทั้งนั้น ดังนั้น จัดต่อไปกันได้ครับ

๏สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : สำหรับประเทศพัฒนาเน้นสะสมตลาดสหรัฐ และ ญี่ปุ่นครับ ส่วนตลาดเกิดใหม่เน้นฝั่งเอเชียเน้นคู่ไทยเกาหลี ซีรีย์บ้านพี่เมืองน้องครับผม

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้
๏พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ดูแล้วอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้น หลังถ้อยแถลงประธานธนาคารกลางยุโรปเกี่ยวกับการลดปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ (QE) สร้างความกังวลให้แก่ตลาด โดยในระยะถัดไปคาดว่าอัตราดอกเบี้ยยังมีความเสี่ยงที่จะปรับขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในช่วงปลายปีครับ

๏พันธบัตรรัฐบาลไทย ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะยาวปรับขึ้นตามอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุสั้นกว่า 3 ปี ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง หลังธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติ 8:0 ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 

๏สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : เหมือนเดิมครับ กับสถานการณ์แบบนี้ผมแนะนำให้นักลงทุนเน้นกระจายการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนใน เงินฝาก ตราสารหนี้ที่มีคุณภาพ ตราสารหนี้ภาคเอกชน ภาครัฐ สถาบันการเงิน และให้ผลตอบแทนที่ดีแทนครับ

#กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก
๏ทองคำ ผมแนะนำให้มีทองคำในพอร์ตไว้บ้างเพื่อการกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนในตลาดหุ้นครับ โดยเฉพาะในช่วงที่ความผันผวนในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหลังจากธนาคารกลางหลายแห่งออกมาส่งสัญญาณลดความผ่อนคลายของนโยบายการเงินแบบนี้ อย่าลืมมีติดพอร์ตกันไว้บ้างนะครับผม

๏น้ำมัน ยังสามารถทยอยสะสมน้ำมันจากสต๊อกน้ำมันดิบและแก๊สโซลีนในสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเนื่อง และมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้น้ำมันที่สูงขึ้นในช่วงหน้าร้อน (Driving season) ดังนั้นยังมีโอกาสที่จะเติบโตต่อไปครับสำหรับน้ำมัน (แต่ยังไงอย่าทุ่มหนักมากนะครับ ให้มีไว้กระจายพอร์ตก็พอครับผม)

๏สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : ขอแนะนำให้ทยอยสะสมทองคำ และลงทุนในน้ำมันต่อไปครับผม

สำหรับภาพรวมโดยสรุปของสัปดาห์นี้ ยังคงคล้ายๆกับสัปดาห์ที่ผ่านมาเหมือนเช่นเคยครับ ผมแนะนำทยอยสะสม ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ไทย และ เกาหลีครับ ส่วนทางด้านตราสารหนี้และสินทรัพย์ทางเลือกยังเป็นเหมือนเช่นเคยครับ

สุดท้ายอย่าลืมนะครับว่า พอร์ตการลงทุนที่ดีที่สุด คือ พอร์ตที่เราตัดสินใจลงทุนด้วยความเข้าใจและการกระจายเสี่ยงที่เหมาะสม เพราะว่าคนทุกคนล้วนแต่มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่แตกต่างกันครับ

เอาล่ะครับ..บบบ สัปดาห์ต้องลากันไปก่อนครับ แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้ากับผม อัศวินกองทุน และมุมมองการลงทุนที่ไม่เหมือนใคร เพื่อให้ทุกคนสำเร็จในการลงทุนโดยไม่ต้องพึ่งโชคครับบบบ 

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่ 6 ก.ค. 2560 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง