รายงานภาวะตลาดประจำวันที่ 4-8 ธันวาคม 2560

4 ธันวาคม 2560

สวัสดีครับ และขอต้อนรับสู่เดือนสุดท้ายของปี คุณยังอยู่กับผม อัศวินกองทุน เจ้าเก่าเจ้าเดิม พร้อมกับความรู้เพิ่มเติมและกลยุทธ์ในการลงทุนทั่วโลกเหมือนอย่างเช่นเคยครับ

บอกตรงๆ เลยครับว่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ผมยังเชื่อว่าการหาข้อมูลข่าวสารและการเรียนรู้ในการลงทุนนั้นเป็นเรื่องสำคัญอยู่เสมอครับ เอาเป็นว่าเรามาเริ่มต้นอัพเดทสถานการณ์ตลาดตอนนี้กันเลยครับผม

#ภาพรวมของตลาด

สำหรับช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สังเกตได้ว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในเอเชียปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วโลกมีการปรับฐานลง ซึ่งตรงนี้น่าจะมีผลกระทบหลายด้านครับ ลองติดตามกันให้ดีนะครับผม

เริ่มจากทางฝั่งตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงจากความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายภาครัฐที่เข้มงวดมากขึ้นในการควบคุมสินทรัพย์ที่อาจเข้าข่ายฟองสบู่ เพื่อเพิ่มเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว จึงทำให้นักลงทุนตัดสินใจขายออกมาทำกำไรบางส่วน

ทางฝั่งตลาดหุ้นอินเดียก็เป็นเหมือนกันครับ มีการปรับตัวลง หลังตัวเลขงบประมาณภาครัฐขาดทุนมากขึ้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนผิดหวัง และมีการทยอยขายทำกำไรก่อนจะมีการเปิดเผย GDP ในไตรมาส 3

หันมาดูทางฝั่งตลาดหุ้นเกาหลีใต้บ้าง นี่ก็ปรับตัวลงเหมือนกันครับผม หลังจากเกาหลีเหนือทำการทดสอบอาวุธ และถูกกดดันตลอดทั้งสัปดาห์จากการคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลาง

ย้ายมาดูฝั่งตลาดหุ้นยุโรปกันบ้าง เอ้า!! มีการปรับตัวลงเล็กน้อย จากแรงขายทำกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน หลังตลาดรับรู้ข่าว OPEC ประกาศขยายเวลาลดกำลังการผลิตถึงสิ้นปี 2018

ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงกันหมด ลองมาดูฝั่งสินทรัพย์ทางเลือกกันบ้างครับ ราคาทองคำปรับตัวลดลง หลังแนวโน้มความสำเร็จเรื่องการปฏิรูปภาษีและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED มีมากขึ้น ทำให้กดดันราคาทองคำอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นตลาดโดยรวมลดลงทุกที่แบบนี้นะครับ เรามาดูกันดีกว่าครับว่าสำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้ เราควรจะทำอย่างไรดีครับ

 

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารทุน

~ตลาดหุ้นสหรัฐฯ  คำแนะนำยังคงเป็น “ซื้อ” หุ้นสหรัฐฯ เหมือนเดิมครับ ผมเชื่อว่าจากความคืบหน้าของการผ่านร่างนโยบายปฏิรูปภาษีที่คาดว่าจะเสร็จในปีหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยการลดภาษีรายได้บุคคลและภาษีในภาคธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกโดยตรงต่อการบริโภคในประเทศ และจะช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการลงทุนภาคเอกชนต่อไป ยังไงถ้ามองยาวไปน่าจะยังสดใสอยู่ครับ

~ตลาดหุ้นยุโรป เน้นให้ซื้อหุ้นยุโรปขนาดเล็กครับ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น โดยอัตราเงินเฟ้อประเทศในกลุ่มยูโรโซนที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารกลางยุโรป และตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัวใด ทำให้ธนาคารกลางฯ ไม่มีความจำเป็นต้องลดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว สาเหตุที่ผมแนะนำให้ลงทุนในหุ้นยุโรปขนาดเล็กนั้น เนื่องจากรายได้บริษัทมาจากการบริโภคในประเทศ ทำให้ได้รับผลกระทบไม่มากนักในช่วงค่าเงินยูโรแข็งค่าครับ เรียกว่ายังไปต่อได้ครับผม

~ตลาดหุ้นเอเชีย ฝั่งเอเชียที่ปรับตัวลดลงส่วนใหญ่ ตอนนี้เป็นโอกาสที่จะเข้าทยอยสะสมครับ เนื่องจากผมมองว่าตลาดหุ้นกลุ่มนี้จะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกขยายตัวดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออก ตรงนี้จะทำให้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนจะมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง จากกระแสการใช้สินค้าและบริการที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของผู้บริโภคทั่วโลก นอกจากนั้น ผมมองว่าตอนนี้ตลาดได้ซึมซับข่าวการขึ้นดอกเบี้ยและการลดงบดุลของ FED ไว้แล้ว จึงลดความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ได้ดีเลยล่ะครับ ถ้าสะสมได้ สะสมต่อครับ

~ตลาดหุ้นจีน สะสมหุ้นจีนกลุ่ม H-share ครับ เนื่องจากตลาดปรับตัวลงมาจากความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายภาครัฐ ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจีนยังคงปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การปรับตัวลงเป็นโอกาสในการเข้าลงทุนอยู่ครับผม

~สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : เห็นได้ชัดว่าสัปดาห์นี้มีการปรับตัวลดลงในระยะสั้นๆ แต่กรอบการมองระยะยาวของเรานั้นยังไปต่อได้ครับ แนะนำให้สะสมเพิ่มเติมทั้งหุ้นสหรัฐฯ ยุโรปขนาดเล็ก เอเชีย และจีน H-Share ครับผม

 

#กลยุทธ์ลงทุนในตลาดตราสารหนี้

~ตราสารหนี้สหรัฐฯ แนะนำให้ทยอยสะสมตราสารหนี้เอกชนทั้งตราสารหนี้ที่มีคุณภาพดีและตราสาร high yield สหรัฐฯ ที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่องและความเป็นไปได้ของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ครับ เช่น การเก็บภาษีกับบริษัทที่ถือเงินสดไว้ต่างประเทศ ทำให้บริษัทเอกชนต้องดึงเงินกลับ และถือเงินสดมากขึ้น เป็นการลดความจำเป็นในการออกหุ้นกู้ในทางอ้อม

~ตราสารหนี้ไทย สำหรับฝั่งไทย แนะนำชะลอการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยเนื่องจากอัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำเกินไป ไม่สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวดีต่อเนื่อง นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ อาจส่งผลให้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลไทยอาจมีความผันผวนในช่วงเข้าใกล้การประชุม FED ในเดือน ธ.ค. นี้ครับ ถอยห่างออกมาสักหน่อยนะครับ

~สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : ยังคงแนะนำให้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ  short duration เป็นหลักครับในช่วงนี้
 

#กลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก

~ทองคำ ยังไปต่อได้ครับ แนะนำให้ซื้อกันต่อ จากอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีสัญญาณเร่งตัว ซึ่งตรงนี้ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ ยังไม่ปรับตัวขึ้นด้วยความรวดเร็วเท่าไรนัก และลดแรงกดดันต่อราคาทองคำลงครับผม นอกจากนี้ ผมมองว่าความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีเหนือที่ยังไม่มีข้อสรุปในแนวทางสันติ จะทำให้ความต้องการถือทองคำเนื่องจากเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอยู่ครับ แบ่งบางส่วนมาสะสมบ้างก็ดีนะครับผม

~น้ำมัน ผมแนะนำให้สะสมน้ำมันหลังจากกลุ่มประเทศ OPEC และ Non-OPEC ตกลงต่ออายุการควบคุมกำลังการผลิตไปจนถึงปลายปี 2018 ซึ่งจะทำให้อุปทานน้ำมันดิบล้นตลาดลดลงเร็วกว่าการคาดการณ์ นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มเร่งตัวดีขึ้นในปีหน้าจะช่วยให้ปริมาณการบริโภคน้ำมันสูงขึ้นด้วยครับ ยังไปต่อได้อีกครับสำหรับน้ำมัน

~สรุปคำแนะนำการลงทุนในสัปดาห์นี้ : แนะนำให้ยังสะสมต่อไปครับสำหรับทองคำและน้ำมัน ผมยังมองว่าแนวโน้มน่าจะดีทั้งคู่ครับผม

สำหรับแผนการลงทุนในสัปดาห์นี้ คือ สะสมกันต่อไปครับ จะเห็นว่าการที่ตลาดปรับตัวลงนั้น บางทีแล้วมันเป็นโอกาสในการที่จะสะสมเพิ่มครับ ถ้าหากเรามองภาพรวมของตลาดระยะยาวที่ค่อนข้างดี อย่างที่ผมเคยบอกนั่นแหละครับว่า การลงทุนนั้นต้องมองทั้งระยะยาว ระยะสั้น เพื่อปรับภาพรวมของพอร์ทให้สัมพันธ์กันครับผม โดยสัปดาห์นี้แนะนำให้จัดทั้ง สหรัฐ ยุโรปหุ้นเล็ก เอเชียโดยรวม และจีน H-SHARE ครับผม

ทั่งฝั่งของตราสารหนี้ ยังแนะนำให้ลงทุนในกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ที่ลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯ ที่มี high yield และ short duration เหมือนสัปดาห์ก่อนครับ ในขณะที่สินทรัพย์ทางเลือกอย่างทองคำกับน้ำมัน ผมแนะนำให้เพิ่มเติมได้เรื่อยๆ ครับ

อย่าลืมติดตามสถานการณ์ลงทุนประจำสัปดาห์ และกลยุทธ์ในการลงทุนดีๆ กับผม อัศวินกองทุน และ Weekly Outlook แบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องได้ที่นี่ตลอดปีนี้ครับ

 

หมายเหตุ : *ข้อมูลจาก Bloomberg ณ วันที่  30 พ.ย. 2560 ทั้งนี้ เอกสารนี้จัดทำเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับเผยแพร่ทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อชักชวน ชี้นำ หรือ เสนอซื้อ-ขาย หลักทรัพย์ใดๆ จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็นหรือคำแนะนำในการตัดสินใจการลงทุนทางการเงิน และทางธุรกิจแต่อย่างใดโดยสิ้นเชิง ผู้ใช้ข้อมูลนี้ต้องใช้ความระมัดระวังด้วยวิจารณญาณของตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นด้วยตนเอง